ข่าวหุ้นล่าสุด

กลุ่ม"ซีพี"ลุ้นวันนี้บอร์ดแข่งขันการค้าฯเคาะมติควบรวม"เทสโก้"

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 ต.ค. 63 9:59: น.

  ASPS จับตาผลประชุมบอร์ดแข่งขันทางการค้าฯ เคาะกลุ่มซีพีควบรวมเทสโก้ โลตัส ได้หรือไม่ หลังประกาศซื้อกิจการในไทยและมาเลเซีย เชื่อไม่เข้าข่ายผูกขาดการค้า หลังประเมินมีส่วนแบ่งการตลาดไม่เกิน 50%

  ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัส เปิดเผยว่า กรณีที่กลุ่ม CP ประกาศเข้าซื้อกิจการ Tesco ทั้งในประเทศไทยและมาเลเซียตั้งแต่ มี.ค. 63 ภายใต้บริษัทย่อยจัดตั้งขึ้นใหม่ คือ ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง (ถือหุ้นโดย CPALL 40%, CP Group 40% และ CPF 20%) ซึ่งหนึ่งในกระบวนการสำคัญก่อนการควบรวม คือ การนำเรื่องคำขอควบรวมกิจการเสนอคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่ออนุมัติ

  โดยปัจจุบันกระบวนการพิจารณาใกล้ครบ 90 วันหลังกลุ่ม CP ยื่นเอกสารครบถ้วน คือ ในวันนี้ 29 ต.ค. หากพิจารณาท่าทีล่าสุดของ กขค. เชื่อว่ายังมีโอกาสที่ผลสรุปน่าจะอยู่ในข่ายที่ควบรวมกิจการกันได้ ดังที่ฝ่ายวิจัยเคยทำการศึกษาภาพรวมส่วนแบ่งตลาดกลุ่มค้าปลีก หากพิจารณากรณีเครือข่ายที่ CPALL มีปัจจุบัน (CPALL+MAKRO) ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดราว 31.9% หากรวมกับ Tesco อีกราว 11.6% จะมีส่วนแบ่งตลาดรวม 43.8% ทั้งนี้ ระดับส่วนแบ่งตลาดดังกล่าว ไม่ถือเป็นการควบรวมที่อาจเข้าข่ายกรณีผูกขาดของกขค. ที่หลังควบรวมแล้วครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%

  อย่างไรก็ตาม หากอิงตามเกณฑ์กรณีผู้มีส่วนแบ่งตลาดสูง 3 อันดับแรกสูงเกิน 75% ที่พิจารณาส่วนแบ่งตลาดของกลุ่ม CP + Big C (BJC) และ CRC จะสูงราว 59% ถือว่าไม่เข้าข่ายการผูกขาดเช่นกัน ทั้งนี้ กขค. จะพิจารณามูลค่าตลาดรวมที่แตกต่างจากสมมติฐานฝ่ายวิจัย รวมถึงผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดเฉพาะส่วนด้วย

  ดังนั้น ประเด็นที่อาจต้องติดตาม คือ การอนุมัติควบรวมที่อาจจะพ่วงมากับเงื่อนไข อาทิ การกำหนดข้อจำกัด ห้ามควบรวมบางสาขาเฉพาะพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือ การห้ามควบรวมบางฟอร์แมท เช่น ร้านสะดวกซื้อ 7-11 กับ Tesco Lotus Express ที่จะส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดอิงเกณฑ์รูปแบบร้านค้าเข้าข่ายผูกขาด ซึ่งเงื่อนไขต่างๆ ที่อาจพ่วงเข้ามา อาจส่งผลให้ฝ่ายวิจัยทบทวนประมาณการตามเงื่อนไขของ กขค. อีกครั้ง

  อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะมีผลต่อประมาณการจำกัด โดยส่วนที่มีความเสี่ยงเข้าข่ายผูกขาด เชื่อว่าจะมีสัดส่วนไม่มาก และเชื่อว่าไม่น่าส่งผลให้มูลค่าธุรกรรมการซื้อกิจการเปลี่ยนแปลงมีนัยฯ ซึ่งหากยึดตามโครงสร้างเงินทุนที่ CPALL วางแผนใช้ลงทุนใน บ.ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำนวน 3.0 พันล้านเหรียญฯ โดยการก่อนหนี้เป็นหลัก แม้เชื่อว่ายังอาจจะมีภาระดอกเบี้ยกดดันการเติบโตระยะสั้น-กลาง ซึ่งได้สะท้อนในประมาณการปัจจุบันนับจาก 4Q63 แล้ว

  อย่างไรก็ตาม ยังไม่รวมถึง Downside จากการฟื้นตัวจากผลกระทบ COVID-19 ที่ช้ากว่าคาด ซึ่งน่าจะส่งผลให้กำไรปี 2563 ลดลง 15.5% ยังมี Downside ราว 8%-10% ซึ่งหากรวมผลกระทบการปรับลดกำไรตั้งแต่ต้นปีที่ฝ่ายวิจัยปรับลดกำไรลงมาแล้ว 25% จะคิดเป็นผลกระทบราว 33%-35% เชื่อว่าน่าสะท้อนในราคาหุ้นที่ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของปีที่ 27.3% ไปพอสมควร และมี Downside จำกัดแล้ว ระดับราคาปัจจุบันจึงประเมินเป็นโอกาสสะสมลงทุนระยะยาวได้

ลักษณะธุรกิจของ cpall
ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้า 7-Eleven และให้สิทธิแก่ผู้ค้าปลีกรายอื่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และลงทุนในธุรกิจสนับสนุนธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ อาทิ ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและเบเกอรี่ ตัวแทนรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบชำระเงินสดและบริการตนเองภายใต้ชื่อ แม็คโคร

 


เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด