ข่าวหุ้นล่าสุด

บล.กสิกรไทย คาดรัฐบาล`ประยุทธ์`อยู่ได้ 1-2ปี เชื่อจะกระตุ้นศก.เร่งด่วน

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 มิ.ย. 62 12:27 น.

   บล.กสิกรไทย ประเมิน รัฐบาลใหม่ของ "พล.อ.ประยุทธ์" จะอยู่ได้แค่ 1-2 ปี หลังเสียงในสภาปริ่มน้ำ เชื่อจะเห็นรัฐบาลใหม่ออกนโยบายกระตุ้นศก.เร่งด่วน บวกกับแนวโน้มเฟดลดดบ. - เจรจาการค้ามีแววจบสวยช่วยหนุน SET ทดสอบแนวต้าน 1,725 จุด จับตากลุ่มพาณิชย์ - อสังหาฯ  - อุตสาหกรรม - รับเหมาฯ  จ่อรับอานิสงส์เต็มๆ  
   
   - ตลาดของไทยมีผลตอบแทนที่ดีในเดือน มิ.ย. สอดคล้องกับคำแนะนำของเราว่าจะอยู่ในกรอบระหว่าง 1,590-1,680 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ลงในครึ่งหลังของปี 2562 และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ราบรื่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของ Fed และผลการเจรจาด้านการค้าของสหรัฐฯกับจีนที่เป็นบวกในการประชุม G20 เรามองว่าจะเป็นตัวหนุนดัชนี SET ให้ทะลุแนวต้านที่ 1,680 และทดสอบระดับแนวต้านที่ 1,700 และ 1,725
   - รัฐสภาใหม่ของประเทศไทยได้เลือกให้อดีตผู้บัญชาการทหารบก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีทำให้สิ่งสำคัญในการเลือกรัฐบาลเสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จริง อาจจะเป็นหลังงานประชุมอาเซียนซัมมิทในวันที่ 22-23 มิ.ย. เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีหลักที่สำคัญ โดยรัฐบาลปัจจุบันจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ และบริหารประเทศไปจนกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะประกาศนโยบายต่อรัฐสภาในเดือน ก.ค. รัฐบาลร่วมใหม่ได้เสียงส่วนใหญ่จากสภาล่างของ สส. แม้จะมีส่วนต่างที่น้อยกว่า 30 ที่นั่งก็ตาม สถานการณ์นี้อาจทำให้รัฐบาลใหม่อยู่ได้แค่เพียง 1-2 ปี เราเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะสามารถทำข้อตกลงได้สำเร็จและจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในไม่ช้า เราคาดถึงมาตรการที่ใหญ่ขึ้นในกรณีที่รัฐบาลใหม่มีความมั่นคงมากขึ้น
   - แต่ความแตกต่างที่ไม่มากนี้อาจทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ในการอยู่ครบ 4 ปี แต่น่าจะอยู่ได้ราว 1-2 ปี ทำให้รัฐบาลใหม่จะต้องเน้นมาตรการที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว (fast-moving) ที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทันที โดยมากจะผ่านทางการบริโภคภาคเอกชน หากรัฐบาลสามารถได้เสียงสนับสนุนจาก สส. ได้มากขึ้นในภายหลัง เราก็คาดว่าจะเห็นการดำเนินงานมาตรการทางเศรษฐกิจในระยะกลาง-ยาวมากขึ้น กล่าวคือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มูลค่ารวม 6.65 แสนลบ. จะเข้าประมูลในครึ่งหลังของปี 2562-63 โดยจะมีการตั้งงบขาดดุลสำหรับปี 2563 ที่ 4.5 แสนลบ. ทำให้จะมีงบเกินดุลในอนาคตที่ 1.9 แสนลบ. ที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
   - เรื่องของงบประมาณ ในแง่ของแหล่งเงินทุน งบประมาณปี 2563 ตั้งไว้ที่ 3.2 ล้านลบ. ขาดดุล 4.5 แสนลบ. (14% ของงบปี 2563) เพื่อสนับสนุนโครงการที่กำลังดำเนินอยู่และที่รออยู่ในอนาคต จาก พรบ. วินัยทางการคลังและการเงิน เพดานงบขาดดุลถูกกำหนดไว้ที่ 20% ของงบประจำปีทั้งหมด ซึ่งทำให้รัฐบาลใหม่สามารถใช้งบส่วนเพิ่มได้ประมาณ 1.9 แสนลบ. หรือเพิ่มขึ้น 6% ของงบประมาณปี 2563 หากจำเป็น รัฐบาลใหม่อาจตั้งงบขาดดุลส่วนเพิ่มโดยตั้งในงบกลางปีดังที่ทำในปี 2560-61 เราคาดว่างบประมาณนี้จะช่วยเพิ่มการเติบโต GDP ได้ 1-1.5%
   - ในมุมมองของเรา ความคืบหน้าและประเภทของมาตรการกระตุ้นที่จะประกาศใช้ขึ้นอยู่กับ 1) รัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศได้นานแค่ไหน และ 2) การผสมผสานนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล
   - มาตรการแบบเร่งด่วนแบบเห็นผลทันตาในปี 2562 เราคาดว่ารัฐบาลใหม่จะประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเร่งด่วนแบบเห็นผลทันตา (fast-moving) เพื่อถ่วงดุลภาพรวมการส่งออกและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เราคาดว่ามาตรการกระตุ้นแบบ fast-moving จะถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศโดยเพิ่มรายได้และการบริโภคในครัวเรือน
   - มาตรการหลักที่เราคาดว่าจะเห็นจากรัฐบาลใหม่คือ การแจกเงินให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ, เงินชดเชยให้กลุ่มการเกษตร (น่าจะเป็นขนาดเล็ก), การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ, การหักลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล, ค่าเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ และค่าธรรมเนียมที่ลดลงสำหรับการจดจำนองของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
   - กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มพาณิชย์จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเนื่องจากรายได้ในครัวเรือนที่สูงขึ้นน่าจะกลายมาเป็น SSSG ที่สูงขึ้น ช่วยให้ SSSG ของกลุ่มทำได้ตามเป้าของเราที่ 3% ในปี 2562 เราคาดว่านโยบายนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแบบ fast-moving ทั้งนี้ MAKRO จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการบัตรสวัสดิการเนื่องจากเป็นซัพพลายเออร์ของร้านธงฟ้า โดย MAKRO บันทึก SSSG ที่แข็งแกร่งที่ 4.4% ในไตรมาส 1/2562 และภาพรวมไตรมาส 2/2562 สำหรับการดำเนินงานในประเทศยังคงแข็งแกร่ง (5-10%) ขณะเดียวกัน BJC และ ROBINS จะได้รับประโยชน์จากรายได้ในครัวเรือนที่สูงขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดเช่นกัน
    - คาดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้นหากระยะเวลาในการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่มั่นคงมากขึ้น เพราะจะทำให้รัฐบาลใหม่สามารถนำเสนอมาตรการที่มีระบบมากขึ้น, มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างขึ้น แต่ก็มีต้นทุนมากขึ้นและต้องแลกมาด้วยบางอย่าง มาตรการเหล่านี้ได้แก่ มาตรการกระตุ้นสำหรับกลุ่มอสังหาฯเพื่อการอยู่อาศัย, การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ, การอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานในเมืองต่างจังหวัด, เงินชดเชยราคาสินค้าเกษตรที่มีระบบมากขึ้น, การสนับสนุน SME อย่างมีระบบ และความสามารถของจังหวัดในการกู้ยืม เรายังคาดด้วยว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีการประมูลรออยู่อีกมาก และเร่งโครงการสำคัญในปัจุบัน เช่น EEC และรถไฟฟ้าความเร็วสูง
   - มาตรการกระตุ้นที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มอสังหาฯเพื่อการอยู่อาศัย รัฐบาลอาจเลือกที่จะกระตุ้นตลาดอสังหาฯโดยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะหรือสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หากตลาดอสังหาฯชะลอตัวต่อไปอีกในครึ่งหลังของปี 2562 มาตรการเหล่านี้น่าจะช่วยเพิ่มรายได้และอัตรากำไรของบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ
   - เร่งโครงการ EEC ให้เร็วขึ้น เราคาดว่ารัฐบาลไทยจะกระตุ้น FDI ของนิคมอุตสาหกรรมตามแผนใน EEC หลังเปลี่ยนเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราคาดว่ายอดขายที่ดินที่ 2,750 ไร่ ในปีนี้ เทียบกับเฉลี่ย 1,700 ไร่ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
   - กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้างของไทยจะได้ประโยชน์จากการประมูลโครงการสาธารณะ กลุ่มรับเหมางานโยธาและปูนซีเมนต์น่าจะได้ประโยชน์จากเร่งประมูล/ก่อสร้างโครงการสาธารณะภายใต้รัฐบาลใหม่ เราคาดว่าการประมูลโครงการมูลค่า 4.86 แสนลบ. ในปี 2562 และ 4.59 แสนลบ. ในปี 2563 เทียบกับ 2.24 แสนลบ. ในปี 2561 ทำให้ยอดขายปูนซีเมนต์น่าจะโตขึ้น 3-5% YoY ในปี 2562
   - ทำตามนโยบายพลังงานประเทศไทย 4.0 เราเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะทำตามแผนงานหลักของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO) ด้วยการมุ่งเน้นในการสร้างความมั่นคงให้กับอุปทานพลังงานของประเทศไทย, ราคาพลังงานที่ยุติธรรม, การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยผ่านการผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกับเศรษฐกิจดิจิตอล
   - การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เราคาดว่ารัฐบาลใหม่กำลังชั่งน้ำหนักเรื่องต้นทุนและประโยชน์ที่จะได้รับจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 316 บาท/วัน โดยอาจจะขึ้นเป็น 400 บาท/วัน ค่าแรงที่สูงขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมากที่สุดและทำให้ SSSG สูงขึ้นดังที่เราเห็นได้จากการเพิ่มค่าแรงในปี 2555
   - ขยายสิทธิลดหย่อนภาษีของ LTF เราเชื่อว่ารัฐบาลจะขยายสิทธิลดหย่อน LTF ในรูปแบบใหม่ที่อาจเกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
 

 

 

 


เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด