ข่าวหุ้นล่าสุด

CZ พลิกแฟ้ม! วิเคราะห์วิกฤติ LUNA-UST ชี้ `มันไม่ใช่ Scam, มันแค่โง่`

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 พ.ค. 65 18:08 น.

 

  “ในกรณีของ Terra โปรเจกต์มันไม่ใช่ Scam, มันแค่โง่” - CZ ประธานและผู้ก่อตั้ง Binance กล่าว

 

  เมื่อช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราชาวคริปโทก็คงจะได้พบกับ ‘วิกฤติ Terra’ วิกฤติครั้งสำคัญที่คงจะถูกบันทึงไว้ในประวัติศาสตร์คริปโทไปอีกยาวนาน ที่ทำให้ 2 เหรียญยักษ์ใหญ่อย่าง LUNA และ UST ต้องสิ้นชื่อกันไป

  และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ลงทุนเหรียญอะไร สายไหน ตราบใดที่ยังวนเวียนอยู่ในโลกคริปโทก็คงจะไม่รอดพ้นจากลูกหลงไปได้อย่างแน่นอน

  โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา ‘Changpeng Zhao’ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘CZ’ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Binance ก็ได้ออกมาแกะกรณีศึกษาของ Terra อย่างละเอียด พร้อมเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ของ Binance

  ทาง efinanceThai จึงขอหยิบยก ‘กรณีศึกษา’ ของวิกฤติ Terra ในครั้งนี้มาแปลให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายๆ โดยทั้งหมดต่อจากนี้จะเป็นมุมมองของ CZ ต่อวิกฤติที่ผ่านมาครั้งนี้

 

  ***บทเรียนมากมาย ที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์

 

  เริ่มจากการออกแบบระบบ - การที่ตรึงราคา (Peg) สินทรัพย์หนึ่งไว้กับอีกสินทรัพย์หนึ่งนั้นมีความเสี่ยงอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีสินทรัพย์หนุนหลังไว้เป็นหลัก 10 เท่าก็ตาม เพราะถ้าหากสินทรัพย์นั้นราคาดิ่งลงมามากกว่า 10 เท่าก็ยังเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ราคาหลุด (Depeg) ได้อยู่ดี ไม่มีอะไรแน่นอน 100% ในโลกใบนี้

  และ ‘ที่โง่ที่สุด’ (ใช้คำว่า The most stupid design flaw) ก็คือการคิดว่ายิ่งเพิ่มปริมาณเหรียญจะยิ่งทำให้มูลค่าทางการตลาดสูงขึ้น มันก็เหมือนกับการพิมพ์เงินออกมาเพิ่มในระบบนั่นเอง ดังนั้นการที่ยิ่ง Mint เหรียญ LUNA เพิ่มขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง และจวกแรงว่า “ใครก็ตามที่ออกแบบมันขึ้นมา ก็ควรไปเช็คสมองได้แล้ว”

  นอกจากนี้ก็ยังเป็นเรื่องของการจ่ายผลตอบแทนสำหรับ DeFi อย่างใน ‘Anchor’ แพลตฟอร์มกู้ยืมดังก็สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ถึง 20% ต่อปี เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาใช้งาน แน่นอนว่ามันทำได้ถ้าอยากดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งาน แต่ก่อนอื่นนั้นคุณต้องมี ‘รายได้’ ที่มันมั่นคงเสียก่อน

 

  ***จ่ายดอกสูง ไม่ได้แปลว่าโปรเจกต์จะดี

 

  CZ มองว่า Terra เองก็ยังพอมี Use case (กรณีการใช้งาน) อยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามการเติบโตมันกลับตามไม่ทันผลตอบแทนที่จากการลงทุนที่ Terra ทุ่มลงไปเพื่อดึงดูดผู้ใช้หน้าใหม่ให้เข้ามาสู่วังวนของ Terra ซึ่งการเติบโตที่ตามไม่ทันนั่นเองจึงกลายเป็น ‘หลุม’ ที่ยังไม่เรียบ และสุดท้ายก็ฟองสบู่แตกอย่างที่เห็น

  บทเรียน - อย่าไปดูแค่ผลตอบแทนต่อปี (APY) แต่ให้ไปดูที่พื้นฐานซะ

 

  ***เหรียญหลุด Peg: กับการแก้ปัญหาที่ไม่ได้แก้ปัญหา

 

  ทีมงาน Terra มัวชักช้ากว่าที่จะยอมหยิบเงินสำรองมาแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ เหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลอาจจะไม่ต้องเกิดขึ้นเลยถ้า Terra ยอมเอาเงินสำรองมาใช้ตั้งแต่ราคาหลุดไป 5% แต่หลังจากราคาดิ่งลงไป 99% แล้วกลับพยายามใช้เงิน 3 พันล้านดอลล์เข้ามาโปะ แต่แน่นอน มันสายไป

  “ดังนั้นกรณีนี้มันไม่ใช่การ Scam หรืออะไรหรอก มันก็แค่โง่” CZ ระบุพร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่าเขาไม่สามารถหาคำที่สุภาพกว่านี้ได้แล้ว

  นอกจากนี้ทีมงาน Terra ยังทำงานช้าและไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคอมมูนิตี้มากพอ ซึ่งนั่นเองก็ยิ่งเป็นการลดทอนควาน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีวิกฤติเช่นนี้เองก็ยิ่งต้องมีการพูดคุยมากกว่าปกติ

 

  ***Terra: หนึ่งวิกฤติกระทบทั้งอุตสาหกรรม

 

  แน่นอน มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็คงจะเห็นแล้วว่าวิกฤติของ Terra ในครั้งนี้แพร่กระจายส่งผลกระทบในวงกว้าง อย่าง USDT ก็หลุด Peg มาที่ประมาณ 0.96 ดอลลาร์ แต่ก็ฟื้นคืนมาได้ไม่นานหลังจากนั้น รวมไปถึงหลากหลายโปรเจกต์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่างราคา Bitcoin ก็ดิ่งลงไปถึงราว 20% จากก่อนหน้า

  อย่างไรก็ตาม ในข้อดีก็มีอยู่บ้างในระยะยาว อย่างการที่โปรเจกต์น้องใหม่ที่จะสร้างขึ้นมาก็ต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคงกว่าที่เคยเป็นอยู่ และใช้กรณีศึกษาของ Terra ในครั้งนี้ป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในอนาคต

 

  ***แม้เจ็บหนัก แต่ตลาดยังฟื้นได้เร็ว

 

  CZ ระบุว่าเขาดีใจที่ได้เห็นอุตสาหกรรมฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่ามูลค่าของ UST และ LUNA ที่หายไปรวมกันจะมากกว่ามูลค่าจากในช่วง ‘Lehman Brothers’ ล้มละลายเสียอีก แต่ราคา Bitcoin ก็ยังดิ่งลงไปเพียงแค่ 20% จากพื้นที่ 40,000 ไปสู่ 30,000 ดอลลาร์เท่านั้น รวมไปถึงโปรเจกต์อื่นๆ ก็ยังดูโอเค ไม่มีปัญหา

  ตรงกันข้ามกับระบบการเงินแบบ Centralized ที่อย่างเช่นการที่ทุกธนาคารมีระบบเหมือนกัน ขึ้นกับแบงก์ชาติเหมือนกัน และเมื่อหนึ่งธนาคารล้ม ทุกธนาคารในระบบจะได้รับผลกระทบหนัก แต่ระบบการเงินแบบ Decentralized ทุกๆ โปรเจกต์มีระบบเป็นของตัวเอง ทุกๆ Stablecoin ทำงานต่างกัน นั่นจึงไม่มีอะไรมาผูกมัดมากนักสำหรับระบบแบบ Decentralized

 

  ***แล้วด้านกฏหมาย? จะเข้มงวดขึ้นไหม

 

  CZ ระบุว่าเขาเอาก็ไม่แน่ใจว่าแต่ละหน่วยงานมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง แต่ส่วนมากที่ติดต่อมาทาง CZ จะเป็นหน่วยงานที่มีจุดยืนเป็นบวกกับคริปโท ดังนั้นข้อมูลที่เขาได้ส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นทิศทางเชิงบวกเสียมาก

  อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวของ CZ เองก็ต้องการให้มีกฎเกณฑ์อย่างชัดเจนว่า Stablecoin จะถูกควบคุมอย่างไร และยังได้ยกตัวอย่างคำพูดของหนึ่งหน่วยงานที่เขาชอบมาลงในบทความ

  “แน่นอนว่าพวกเราต้องจับตามอง Algorithmic stablecoin เป็นพิเศษ แต่ต้องอย่าให้การล้มของหนึ่งบริษัทมาทำลายอุตสาหกรรมได้ เราต้องเดินหน้าต่อ”

 

  ***ถ้าอนาคตเกิดขึ้นอีกต้องทำยังไง?

 

  CZ ยอมรับว่าเป็นคำถามที่ยาก และยังทำได้ยากเช่นเดียวกัน เขาระบุว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีความเสี่ยง แม้แต่สกุลเงิน Fiat ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีความเสี่ยง พร้อมชี้ว่าสกุลเงินเก่าแก่ที่สุดที่ยังใช้อยู่ถึงปัจจุบันนั้นมีอายุเพียงแค่ 330 ปี ส่วนที่เกิดมาก่อนหน้านั้นก็ล้มหายตายจากกันไปหมด

  ดังนั้นในมุมมองของนักลงทุน ก็ได้แนะนำว่าให้ ‘กระจายความเสี่ยง’ อย่าเอาเงินทั้งหมดเข้าไปในเหรียญเดียวเพียงแค่ว่ามันให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

  เช่นเดียวกัน ในเรื่องของการลงทุน DeFi ก็ยิ่งต้องเลี่ยงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนรายปี (APY) ได้สูง เพราะนั่นมันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน และที่สำคัญที่สุดคือการหาความรู้เข้าตัวเอง ศึกษาเรื่องการเงินให้มากขึ้น

  และสุดท้ายในมุมมองของอุตสาหกรรม เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมคริปโทนั้นมีความยืดหยุ่นสูงอยู่แล้ว ตลาดสามารถรับแรงกระแทกจากวิกฤติ Terra ได้เป็นอย่างดี

 

 

ที่มา: Binance


เรียบเรียง  พงศภัค รจนา 
                อีเมล์. pongsapak@efinancethai.com









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

LATEST NEWS

ข่าวที่เกี่ยวข้องล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh