ข่าวหุ้นล่าสุด

ธปท.พร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยดูแลศก.-ลูกหนี้ จากวิกฤติโควิด

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ก.ย. 64 11:10 น.

  ธปท. ยืนยัน พร้อมออกมาตรการใหม่ หรือปรับมาตรการเพิ่มเติม เพื่อดูแลเศรษฐกิจและผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ย้ำติดตามดูแลลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ใกล้ชิด แนะภาคเอกชนเร่งปรับตัว รองรับกระแสดิจิทัล-ESG

  นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานประชุมสามัญประจำปี 64 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในหัวข้อ มาตรการช่วยเหลือและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยุคโควิด ยอมรับว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นวิกฤติที่หนัก ส่งผลกระทบในวงกว้างและแรง ทั้งต่อภาคธุรกิจและครัวเรือน สะท้อนจากจีดีพีติดลบมากที่สุดในรอบ 22 ปี เป็นรองแต่ปี 41 และเป็นวิกฤติที่ส่งผลกระทบแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยธปท. พร้อมที่จะออกหรือปรับมาตรการเพิ่มเติมตามความจำเป็น และติดตามดูแลการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด

  อย่างไรก็ดี แม้การดูแลช่วยเหลือลูกหนี้จะไม่ได้ทำให้ลูกหนี้รอดทุกคน แต่สิ่งที่ธปท. อยากเห็น คือ การทำให้ลูกหนี้รอดมากที่สุด ดังนั้น บทบาทสำคัญของ ธปท. จึงเป็นการออกแบบมาตรการ ปรับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เอื้อหรือสนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถจัดสรรทรัพยากรไปช่วยเหลือ ลูกหนี้ได้มากขึ้น และยังมีฐานะแข็งแกร่ง เพราะด้วยหน้าที่หลักของ ธปท. คือ การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

  รวมถึง ธปท.ยังมีหน้าที่ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง แต่ธปท.ไม่ใช่เจ้าของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งแตกต่างจากกรณีสถาบันการเงินของรัฐที่มีรัฐเป็นเจ้าของ รัฐสามารถเพิ่มทุน และกำหนดให้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายของรัฐได้

  ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์เองถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ที่ต้องดูแลความมั่นคงของธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อ stakeholder ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งสำหรับธนาคารพาณิชย์ ก็คือ ผู้ฝากเงิน หรือเจ้าของ ซึ่งก็คือผู้ถือหุ้น ดังนั้น การดำเนินการใด ๆ จึงต้องคำนึงถึงสิทธิและผลกระทบนี้ด้วย ทำให้ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความต้องการและความจำเป็นในแง่มุมต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เศรษฐกิจในภาพรวมยังเดินต่อไปได้

  "มาตรการต่าง ๆ ของ ธปท. ถือเป็นการเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจ ประชาชนรายย่อย และเศรษฐกิจโดยรวม ให้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้มากที่สุด แต่แน่นอนว่า คงไม่เพียงพอสำหรับระยะข้างหน้า ที่ธุรกิจจะเผชิญกับความท้าทายและต้องเติบโตให้ได้อย่างยั่งยืนในโลกใหม่ ซึ่ง ธปท. ก็พร้อมที่จะมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนและจูงใจให้ทุกฝ่ายสามารถปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างราบรื่นและทันการณ์"นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

  ในอนาคตภาคเอกชน ผู้ประกอบการ จะต้องปรับตัว เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะ 2 ด้านที่สำคัญ คือ กระแสดิจิทัล โดยที่ผ่านมา เห็นการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น การใช้ digital footprint ในการทำธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น รวมถึงมีผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งการเตรียมความพร้อมในการรองรับกระแสดิจิทัลนี้ เป็นโจทย์สำคัญกับทุกภาคส่วน

  อีกกระแสหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือเรื่องแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Environmental, Social, Governance: ESG) โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบเร็วและแรงกว่าที่คาด ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม แต่จะรวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนของประเทศพัฒนาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือ กรณีที่สหภาพยุโรปได้ออก European Green Deal ซึ่งจะมีการบังคับใช้ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ซึ่งจะคล้ายกับภาษีที่จัดเก็บตาม carbon footprint ของสินค้าต่าง ๆ ถ้าเราไม่ปรับตัว เช่น สินค้าส่งออกยังมี carbon footprint มาก เราก็จะได้รับผลกระทบมากเช่นกัน

  ดังนั้น 2 กระแสนี้ จึงเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะมากระทบกับทุกภาคส่วน ซึ่งทุกฝ่ายต้องปรับตัว ปรับรูปแบบ และกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถรองรับกระแสดังกล่าว ซึ่งนับวันจะยิ่งมีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ที่สำคัญ เราจะต้องออกจากวิกฤตนี้ด้วยแผลเป็นที่น้อยที่สุด เพื่อให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการปรับตัวรองรับกระแสโลกใหม่ได้ดีขึ้น

  สำหรับภาคธุรกิจ ภายใต้บริบทที่ปัจจัยภายนอกมีความไม่แน่นอนสูง การวางแผนทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง การดำเนินกิจการหรือการลงทุนใหม่ จะต้องให้น้ำหนักมากขึ้นกับกระแสโลกใหม่ ทั้งการให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และกระแสเรื่องดิจิทัลที่จะทำให้ธุรกิจต้องแข่งขันกันมากขึ้น ขณะที่ประชาชน ต้องเตรียมรับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เร่งวางแผนทางการเงิน จัดเตรียมเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มความสำคัญกับการเท่าทันกับกระแสดิจิทัล เพราะนอกจากจะเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับงานในโลกใหม่แล้ว ยังช่วยป้องกันการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจมีเพิ่มขึ้นได้

  สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ นอกจากจะมีหน้าที่ดูแลให้ลูกหนี้ผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้แล้ว สิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ การปรับตัวเพื่อรองรับบริบทใหม่ ๆ และต้องจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปในรูปแบบที่สอดคล้องกับกระแสของอนาคตที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของ green และ ESG มากขึ้น เช่น การผนวกเรื่อง ESG เข้าไปตลอดกระบวนการให้สินเชื่อ การเปิดเผยข้อมูลเรื่องการดำเนินการด้านความยั่งยืน รวมถึงการมีนโยบายขององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน

  นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธปท. ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลระบบธนาคารพาณิชย์และทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ ก็ต้องปรับตัวอย่างน้อย 3 ด้าน คือ 1.การดูแลให้บรรยากาศในภาคการเงินเอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงการปรับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน 2.ต้องเพิ่มสมดุลระหว่างการเอื้อให้มีนวัตกรรมใหม่หรือมีผู้เล่นรายใหม่ กับการดูแลให้ระบบการเงินยังสามารถสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้และมีเสถียรภาพ และ3.ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนและ SMEs ที่ยังเป็น pain point สำคัญของระบบการเงินไทย

  ขณะที่ ภาครัฐเอง ต้องปรับตัวไปสู่การเป็น facilitator โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของเอกชนมากขึ้น และในการแก้ปัญหาวิกฤตโควิดนี้ ภาครัฐได้ดำเนินนโยบายแบบ countercyclical เพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งต้องขอบคุณภาครัฐ ที่ล่าสุดได้ขยายเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเป็น 70% แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะดูแลสถานการณ์ให้ได้มากขึ้นและต่อเนื่อง แต่ก็ต้องใส่ใจกับการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตอย่างเต็มศักยภาพได้ยั่งยืน

  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ที่ผ่านมา ส.อ.ท.เห็นว่าถึงเวลาต้องกล้าเปลี่ยน....เปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ตลาด เปลี่ยนรูปแบบสู่ดิจิทัลมากขึ้น ยุคใหม่ต้องคิดให้ต่าง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นตัวช่วย ด้านการตลาด วางกลยุทธ์ 3 แนวทาง Go Online, Go Global และ Go Government สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ช่องทาง เครื่องมือ และเงินทุน โดยชูโครงการ Made in Thailand เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

  ขณะที่ด้านการเงิน ส.อ.ท.ยังคงส่งเสริมสมาชิกให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นในปีนี้ เน้น 2 แนวทางคือการผลักดันสินเชื่อรูปแบบ Supply Chain Financing และการระดมทุนในตลาดทุนสำหรับธุรกิจและ SME หรือ SME Board การส่งเสริมสมาชิกให้สามารถนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม, การ Re-Skill, Up-Skill บุคลากรภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการสรรหาบุคลากรให้ตรงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 80 หลักสูตรเฉพาะทาง, การยกระดับธุรกิจด้วย Digital Transformation แก่สมาชิก แ โดยในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 นี้ สมาชิกสามารถนำเครื่องมือหรือบริการไปปรับใช้กับธุรกิจเพื่อให้อยู่รอดและเติบโตต่อไปได้

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด