ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
ข่าวนี้ที่ 1 : กูรูเปิดโผหุ้น`ได้-เสีย` รับราคาน้ำมันโลกทะยาน 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 ก.ย. 62 7:36: น.

 

 โบรกฯ เปิดโผหุ้นได้-เสีย ราคาน้ำมันพุ่ง หลังโรงน้ำมันใหญ่สุดในโลกของ"ซาอุดิอาระเบีย" ถูกโจมตีด้วยฝูงโดรน ชี้กลุ่มน้ำมัน-โรงกลั่น-สินค้าโภคภัณฑ์ ได้ประโยชน์ นำโดย PTT-PTTEP-TOP-PTTGC-IRPC ส่วนสายการบิน-วัสดุก่อสร้าง-โลจิสติกส์ เสียประโยชน์ นำโดย AAV-BA-THAI-TASCO-DCC-WICE-JWD ด้าน ตลท.แนะนักลงทุน พิจารณาผลกระทบรายอุตสาหกรรม ขณะที่ ก.พลังงาน จับตาสถานการณ์ใกล้ชิด

*** ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งแรง
      บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบโลกเช้าวานนี้ (16/09/19) พุ่งขึ้นแรง คือ WTI เพิ่มขึ้น 11.6%, Brent เพิ่มขึ้น 13.5% โดยมีปัจจัยหนุนจากในตะวันออกกลาง คือ ช่วงวันหยุดที่ผ่านมากลุ่มก่อการร้ายฮูติ (Houthi militias)กองกำลังในเยเมน (สนับสนุนโดยอิหร่าน) ได้ใช้โดรน 10 เครื่อง โจมตีใส่โรงน้ำมัน (Oil Facility)ที่เตรียมรับน้ำมันที่ขุดออกมาแล้วและเตรียมส่งออกน้ำมันของ ซาอุดิอาระเบีย 2 แห่งจนเกิดไฟไหม้
      1.โรงน้ำมัน  Abqaiq เป็นโรงที่ใหญ่ที่สุดของซาอุฯ และใหญ่สุดในโลก คือ สามารถรับน้ำมันเข้ามาเตรียมราว 7 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว  2 ใน 3 ของการผลิตทั้งหมดของซาอุฯ
      2.โรงน้ำมัน  Hijra Khurais ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของซาอุฯ รับน้ำมันได้ 1.45 ล้านบาร์เรล/วัน
     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งแรง หลังเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุดิอาระเบีย
  
     
*** ปตท.นำหุ้นน้ำมัน-โรงกลั่น ทะยาน 
     ผู้สื่อข่าวรายงานราคาหุ้นกลุ่มค้าน้ำมัน และกลุ่มโรงกลั่นเปิดการซื้อขายเช้าวานนี้ (16/09/19) ต่างปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น PTT,PTTEP,BCP,TOP และ ESSO หลังจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการโจมตีแหล่งน้ำมัน 
     บล.หยวนต้า เปิดเผยว่า ข่าวดังกล่าวเป็นประเด็นหนุนราคาน้ำมันดิบ และการลงทุนใน Oil play แนะนำเก็งกำไร PTTEP PTT PTTGC 
     พร้อมกันนี้ ได้แนะนำให้นักลงทุนติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 1) ระยะเวลาการกลับมาผลิตอย่างสมบูรณ์ยังเป็นประเด็นต้องติดตาม ในกรณีเลวร้ายต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์อาจทำให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดตึงตัวมากกว่าคาด 2) สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง มีรายงานล่าสุดว่าซาอุฯ ได้เข้าโจมตีกลุ่มก่อการร้ายฮูติในประเทศเยเมนกลับแล้ว ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายฮูติระบุว่าการโจมตียังไม่สิ้นสุด 
     3) ประเด็นดังกล่าวอาจถูกนำไปเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่กำลังจะผ่อนคลายการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (-3% WoW) และ 4) ผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบเพื่อการผลิตปิโตรเคมี และน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งอาจมีผลต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี และโรงกลั่น

***สายการบิน-วัสดุก่อสร้าง-โลจิสติกส์ เสียประโยชน์ 
     บล.เอเซียพลัส  ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรงดังกล่าว และน้ำมันดูไบน่าจะยืนบริเวณ 60 เหรียญอีกสักระยะหนึ่ง  เชื่อว่าจะกระทบต่ออุตสาหกรรมซึ่งใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลักๆ ?กลยุทธ์ช่วงนี้แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีน้ำมันเป็นต้นทุนหลักในธุรกิจ เช่น , สายการบิน กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และโลจิสติกส์
     กลุ่มสายการบิน : หากราคาน้ำมันดิบดูไบขยับขึ้นมา 60-65 เหรียญฯ ซึ่งจะกระทบต่อสายการบิน เนื่องจากหากราคาน้ำมันดิบอยู่ในช่วงต่ำกว่า 60 เหรียญฯ ดังเช่น 1-2 เดือนที่ผ่านมา จะเป็นระดับที่ลดลงถึง 18% YoY แต่ที่ราคาปัจจุบันจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดลง YoY ในอัตราที่ต่ำลงเหลือ 10%-15% ประโยชน์ที่ AAV,BA และ THAI ควรได้รับจากน้ำมันส่วนที่ยังไม่ทำสัญญาล่วงหน้า ราว 22.5%, 27.5% และ 42% ของปริมาณใช้ในช่วง 2H62 จึงจะลดลงมีนัยฯ  
    ขณะเดียวกัน หากพิจารณาภาพทั้งปี ก็มีโอกาสสูงขึ้นที่ต้นทุนน้ำมันทั้งปีจะสูงกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยที่ 60 เหรียญฯ ซึ่งเป็น  Downside ต่อคาดการณ์ผลประกอบการทุกสายการบิน จึงยังคงคำแนะนำทุกสายการบินตามเดิม คือ  Switch  AAV และ BA รวมถึง ขาย THAI   
    กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้เสียประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนพลังงานอื่นๆไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน, ค่าไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม โดยธุรกิจที่น่าจะได้เสียประโยชน์คือ TASCO (FV@B22.5)ซึ่งใช้น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบโดยตรงในการผลิตยางมะตอย สำหรับธุรกิจปูนซีเมนต์มีองค์ประกอบของต้นทุนพลังงานประมาณ 60% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โดยแบ่งเป็น ถ่านหิน ประมาณ 30% และ ค่าไฟฟ้าประมาณ 30% ค่าไฟฟ้า ก็จะขึ้นกับค่า Ft ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต,  
    ขณะที่ธุรกิจกระเบื้อง DCC(FV@B 2.31) แม้จะมีโครงสร้างต้นทุนที่มาจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 30% ของต้นทุนการผลิต แต่ราคาก๊าซจะมี Lag time จากราคาน้ำมันเตาประมาณ 4-6 เดือน จึงยังไม่ส่งผลกระทบในทันที อย่างไรก็ตาม DCC อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากค่าขนส่ง (อิงราคาน้ำมันดีเซล) สัดส่วนประมาณ 7% ของยอดขาย  
  กลุ่มขนส่ง Logistic:ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น  มีผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการใช้รถขนส่งจำนวนมากในการกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ (แต่การปรับเพิ่มต้นทุนค่าขนส่งดังกล่าวอาจมี Lag time เนื่องจากการขนส่งส่วนใหญ่เป็น Outsource) และค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามค่า Ft จากการประเมินเบื้องต้น พบว่าสัดส่วนของต้นทุนโลจิสติกส์และค่าไฟฟ้าของกลุ่มฯ จะอยู่ที่ราว 2-4% ของยอดขาย  โดยรวมเชื่อว่าจะเป็น Sentiment เชิงลบต่อ  WICE(FV@B 3.6) และJWD(FV@B 12.3)  

***หุ้นกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่น สินค้าโภคภัณฑ์ ได้ประโยชน์ 
    ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันฟื้นตัว คือ หุ้นกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่น รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ?กลยุทธ์ช่วงนี้แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันฟื้นตัว มีรายละเอียด ดังนี้
    กลุ่มน้ำมัน :  PTT(Buy:FV@ B 53) มีโอกาสบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน หากราคาน้ำมันดิบสามารถกลับไปยืนเหนือ 62-65 $/bbl และอาจได้ประโยชน์จากกำไรของบริษัทลูก ทั้งในกลุ่มโรงกลั่น และสำรวจและผลิตปิโตรเลียม PTTEP(Buy :FV@ B 166) อีกทั้ง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ PTTEP ได้ประโยชน์ คือทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทางภาษี 100 ล้านเหรียญ 
    กลุ่มโรงกลั่น : หากพิจารณาจากค่าการกลั่น (ค่าการกลั่น = ราคาน้ำมันสำเร็จรูป –ราคาน้ำมันดิบ) ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น คาดจะส่งผลกดดันค่าการกลั่นลดลงช่วงสั้น แต่หลังจากนั้นถ้าราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นตาม ก็จะส่งผลบวกต่อค่าการกลั่นให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันดิบสามารถกลับไปยืนเหนือ 62-65 $/bbl (ราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยสิ้น 2Q62) ได้ต่อเนื่องไปถึงสิ้นเดือนก.ย. ก็มีโอกาสบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน โดยรวมถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อ TOP(Buy:FV@ B 71), BCP (Buy:FV@ B 33), PTTGC(Buy:FV@ B 67) และ IRPC(Switch:FV@ B 5.10)
   กลุ่มยางพารา : คาดจะได้ประโยชน์ทางอ้อม เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคายังสังเคราะห์ ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนยางธรรมชาติปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการผลิตยางรถยนต์ปรับสูตรมาใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นบ้าง และเป็นบวกต่อราคายางพารา ดังนั้น ราคายางพาราที่ปรับเพิ่มขึ้น ถือเป็น Sentiment เชิงบวกระยะสั้นต่อ STA(Buy FV@B 13) เนื่องจากผู้ประกอบการยางพารารายใหญ่สุดของโลกมีความน่าเชื่อถือและส่งมอบสินค้าได้ตามเวลา โดยคาด STA จะได้คำสั่งซื้อจากลูกค้าบางส่วนเพิ่มขึ้น บวกกับธุรกิจถุงมือยางที่มีประสิทธิภาพการทำกำไรดีขึ้น ช่วยหนุนทิศทางผลการดำเนินงาน 2H62 ฟื้นตัวจากงวด 1H62  

*** ตลท.แนะนักลงทุน พิจารณาผลกระทบรายอุตสาหกรรม
     นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการ และผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อยากจะให้นักลงทุนรอติดตามความชัดเจนจากเหตุการณ์โดรนถล่มคลังน้ำมันที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ขณะเดียวกันจะต้องศึกษาว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่จะได้รับผลกระทบในด้านบวก และด้านลบ และจะต้องติดตามว่าจะส่งผลอย่างไรต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย
    อย่างไรก็ตาม กรณีที่ในช่วงเช้าของวานนี้ (16/09/19) ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น ก็อาจจะส่งผลให้มีความไม่แน่นอนต่อระบบเศรษฐกิจ

***"สนธิรัตน์" ยันไม่กระทบนำเข้าน้ำมันของไทย
      นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่แหล่งน้ำมันในซาอุดิอาระเบียโจมตีว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้รับทราบสถานการณ์แล้ว โดยเบื้องต้นได้ประสานสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้องต่างๆ รวมถึง อารัมโก ซึ่งเป็นเจ้าของ ถึงผลกระทบในเบื้องต้นทราบความคืบหน้าล่าสุดว่า ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมได้ และอยู่ระหว่างสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออก เพราะโรงงานที่ถูกไฟไหม้อยู่ในบริเวณทะเลทรายจึงไม่มีผลกระทบต่อคลังน้ำมันที่เป็นแหล่งน้ำมันที่ป้อนให้กับทางกลุ่ม ปตท. จึงยังไม่กระทบต่อการนำเข้าน้ำมันของไทย
      ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกับกรณีที่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยในภาพรวมประเทศมีปริมาณสำรองคงเหลือเพียงพอทั้งน้ำมันดิบสำรอง น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง และน้ำมันสำเร็จรูป โดยจะไม่เกิดการขาดแคลนในระยะสั้นหากเกิดผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย และจากนี้ไปกระทรวงพลังงานจะมีการเรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์และติดตามอย่างใกล้ชิด


เรียบเรียง  ประน้อม บุญร่วม 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด