ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
ข่าวนี้ที่ 1 : กนง.คงดอกเบี้ยที่ 0.5%-กกร.หั่นเป้าจีดีพีเป็นติดลบ 9% 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 ส.ค. 63 7:37: น.

 

    "คณะกรรมการนโยบายการเงิน"  มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ชี้ลดดอกเบี้ยไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหา คาดเศรษฐกิจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี จะกลับมาเป็นปกติ  ด้าน "คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)" หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นติดลบ 9-7 ส่งออกเป็นติดลบ 12-10%  หลังเศรษฐกิจโลกส่อแววทรุดนาน พร้อมตั้งทีมฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

 

*** กนง.คงดอกเบี้ย 0.5%

    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี

    โดยคณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ และผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงติดตามประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

    ขณะเดียวกัน ยังติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน จากสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเข้ามากดดันค่าเงินบาทให้ปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่ง คณะกรรมการจะติดตามดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใกล้ชิด เนื่องจากไม่ต้องการให้เงินบาทแข็งค่าเร็วจนกระทบกับเศรษฐกิจ
 

*** จับตาความเสี่ยงโควิดระบาดรอบ 2

    การประชุมในครั้งนี้ คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศและการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงจากโอกาสเกิดการระบาดระลอกที่ 2 โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาด

     อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวจะแตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจ ด้านการส่งออกสินค้าเริ่มฟื้นตัวแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ การส่งออกบริการ นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่นักท่องเที่ยวในประเทศฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ

    " เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน ซึ่ง คณะกรรมการจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับพร้อมใช้ "  นายทิตนันทิ์ กล่าว 

     สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปรับสูงขึ้นบ้างตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีแนวโน้มติดลบในปีนี้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 64 ตามราคาน้ำมันที่จะทยอยปรับสูงขึ้นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    ด้านภาวะการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน และพันธบัตรรัฐบาลยังคงอยู่ในระดับสูง ด้านสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อทดแทนการออกตราสารหนี้

    ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอลง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการเลื่อนการชำระหนี้ คณะกรรมการเห็นว่า สภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งต้องเร่งดำเนินการให้กระจายตัวไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น

    สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทผันผวนสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าตามการอ่อนค่าของสหรัฐ โดยคณะกรรมการเห็นว่า หากเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

    ด้านระบบการเงินมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและสำรองที่เข้มแข็ง แต่ในระยะข้างหน้าต้องเตรียมพร้อมรับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่แน่นอน และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือนที่ลดลง

 

*** ห่วงแรงงานตกงานจำนวนมาก

    กนง. เห็นว่า มาตรการภาครัฐในระยะข้างหน้าจำเป็นต้องสนับสนุนการจ้างงาน ส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง

    “โควิดครั้งนี้ กระทบการจ้างงานแรงมาก แม้จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างแต่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว ขณะที่มาตรการที่ควรเน้นในการแก้ไขปัญหา มองว่า อัตราดอกเบี้ยคงไม่ใช่พระเอก เพราะดอกเบี้ยลดลงต่ำมากเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับอดีต ปัจจัยที่ควรเน้น คือ การจ้างงาน การดูแลเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ดังนั้นจะต้องประสานนโยบายต่างๆ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้ปรับตัวสอดคล้องกับบริบทของโลกหลังโควิด-19 ได้”นายทิตนันทิ์ กล่าว

    นอกจากนี้ควรผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้รายย่อย และธุรกิจให้สอดคล้องกับกระแสรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ในบริบทใหม่หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง รวมถึงเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) การสนับสนุนสินเชื่อโดยสถาบันการเงินเฉพาะของรัฐ เป็นต้น

 

*** กกร.หั่นจีดีพีปีนี้ ติดลบ 9-7% 
 
    นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก  สถานการณ์การจ้างงานยังเปราะบาง กกร. จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงมาเป็นติดลบ 9-7 % จากเดิมติดลบ 8-5% และ ปรับลดคาดการณ์การส่งออกลงมาที่ติดลล 12-10% จากเดิมติดลบ 10-7% คงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบ 1.5-1%

    โดยที่ประชุมประเมินเศรษฐกิจไทย มิ.ย.63 จะหดตัวน้อยลง แต่โดยรวมก็ยังอ่อนแออยู่มาก ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศ ทำให้ไตรมาส 2/63 เศรษฐกิจไทยคงจะหดตัวในอัตราเลขสองหลัก

    ในช่วงที่เหลือของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง มีแรงฉุดหลักจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย หลังการระบาดของโควิด-19 ยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น และ บางประเทศพบจำนวนผู้ติดเชื้อรอบใหม่ (จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง เป็นต้น) ส่งผลให้การค้า และ การเดินทางระหว่างประเทศคงยากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว

    ในขณะเดียวกันเงินบาทที่ผันผวน และ เริ่มมีทิศทางแข็งค่าส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก นอกจากนี้ กำลังซื้อครัวเรือน และ ภาคธุรกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับ ความไม่แน่นอนในตลาดการจ้างงาน ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันการใช้จ่ายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

*** ตั้งทีมฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    กกร. จะมีการจัดตั้งคณะทำงาน กกร. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.)สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ส.ร.ท.)และ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อร่วมจัดเตรียมแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจ ผลักดันแผน 4 ด้านให้เกิดผลได้จริง ได้แก่ 1. การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง Wellness 2. การยกระดับการเกษตรมูลค่าสูง 3. การเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในธุรกิจเป้าหมาย และ 4. การยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และ การลงทุนของภูมิภาค

    ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อสรุปแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าวแล้วจะนำไปหารือ และ เสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ในเร็วๆ นี้

    นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอรัฐบาล จัดตั้งคณะกรรมการภาษีเพื่อจัดทำข้อเสนอมาตรการทางภาษี (ภาษีสรรพากร) เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

    “เศรษฐกิจยังไม่ดี ไม่ฟื้นเท่าที่ควร แต่ก็มีบางธุรกิจที่ดีขึ้น ส่วนส่งออกตลาดโลกก็ยังไม่ดี ตอนนี้ทุกคนกลัวการระบาดรอบ 2 เพราะเห็นตัวอย่างจากประเทศอื่นๆแล้ว โดยหากการระบาดรอบ 2 ก็จะเกิดการปิดเมืองอีก และ จะฉุดให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปอีก”นายกลินท์ กล่าว

 

*** แนะรัฐยืดเยียวยาธุรกิจ

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ที่จะสิ้นสุด ส.ค.-ก.ย.นี้ โดยอยากเสนอให้รัฐบาลขยายเวลาต่อมาตรการออกไปถึงสิ้นปีนี้ เพราะเศรษฐกิจยังมีความเปาะบางเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ต้องปรับตัวเลขจีดีพี และ ส่งออกลง

    “ตอนนี้ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด หากลากยาวจะกระทบต่อตลาดแรงงาน ก่อนหน้านี้ประเมินคนตกงานสูงถึง 7-8 ล้านคน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รวบรวมข้อมูลใหม่ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะน้อยลงจากที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยเชื่อว่า หากเป็น นายปรีดี ก็รู้ปัญหา และ เชื่อว่าจะแก้ไขได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการบูรณาการของทีมเศรษฐกิจด้วย”นายสุพันธุ์ กล่าว

    นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่ามาตรการที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ทางสถาบันการเงิน ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขเดิมว่ามีติดขัดอย่างไร โดยเร็วๆนี้จะมีการประกาศเงื่อนไขใหม่ทั้งเรื่องขนาด และ การเข้าถึงสินเชื่อจะง่ายขึ้นกว่าเดิม


เรียบเรียง  ประน้อม บุญร่วม 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด