ข่าวหุ้นล่าสุด

กสิกรฯ คาดศก.เมียนมาปี64 หดตัว 8.5% กระทบส่งออกชายแดนไทยหดตัว 6.0%

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 เม.ย. 64 14:19 น.


  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีภาพบวกมากขึ้น สวนทางกับเศรษฐกิจเมียนมาที่กำลังเผชิญมรสุมทางการเมืองในประเทศอย่างหนัก ทำให้ภาพลักษณ์ของเมียนมาในสายตาชาติตะวันตกก็ถูกลดความน่าเชื่อถือลงจากความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สหรัฐฯ ได้ประกาศระงับความตกลงการค้าและการลงทุนกับเมียนมาในวันที่ 30 มีนาคม 2564 ทำให้เมียนมาต้องสูญเสียสิทธิ์ GSP ของสหรัฐฯ ไปพร้อมกัน

  อีกทั้ง ความไม่สงบในเมียนมาที่รุนแรงเรื่อยมาจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ส่งผลให้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมียนมาทุกตัวอยู่ในภาวะชะลอตัวมากกว่าที่เคยคาดไว้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เศรษฐกิจเมียนมาปี 2564 อาจจะหดตัวลึกขึ้นมาอยู่ที่ราวร้อยละ 8.5 (กรอบประมาณการร้อยละ -9.8 ถึง -7.2) โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองในเมียนมาเป็นหลัก

  ด้วยภาวะเศรษฐกิจเมียนมาดังกล่าวส่งผลให้การส่งออกจากไทยไปเมียนมาผ่านชายแดนในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 กลับมาหดตัวสูงร้อยละ -21.4 (YoY) โดยผลพวงจากความไม่สงบในประเทศเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สินค้าส่วนใหญ่เริ่มหดตัวชัดเจนมากขึ้นจากเดือนก่อน

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในช่วงที่เหลือของปีด้วยกำลังซื้อและภาพเศรษฐกิจที่จะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ คงฉุดให้การส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาปี 2564 หดตัวลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ที่ร้อยละ -6.0 โดยมีมูลค่าการส่งออกที่ 81,890 ล้านบาท (กรอบประมาณการหดตัวที่ร้อยละ -8.0 ถึง -2.9)

  ภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวดีขึ้นจากการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ และการกระจายวัคซีนโควิด-19 ยิ่งเข้ามาช่วยผ่อนคลายข้อจำกัดในการใช้ชีวิตในหลายประเทศ จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจโลกปี 2564 เติบโตดีขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ร้อยละ 6.0 ในเดือนเมษายน (จากที่คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 5.5 เมื่อเดือนมกราคม)

  ท่ามกลางสัญญาณบวกดังกล่าว กลับสวนทางกับภาพเศรษฐกิจเมียนมาที่กำลังเผชิญมรสุมทางการเมืองในประเทศอย่างหนัก อีกทั้งภาพลักษณ์ของเมียนมาในสายตาชาติตะวันตกก็กำลังมีบทบาทลดน้อยลง จากความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ได้ประกาศระงับความตกลงการค้าและการลงทุนกับเมียนมาที่มีมาตั้งแต่ปี 2556 (Trade and Investment Framework Agreement: TIFA) ในวันที่ 30 มีนาคม 2564

  อันมีผลให้เมียนมาต้องสูญเสียสิทธิพิเศษทางภาษีเป็นการทั่วไป (GSP) ของสหรัฐฯ ไปพร้อมกัน สะท้อนแรงกดดันจากต่างประเทศที่เมียนมาต้องแบกรับ และมีความเสี่ยงที่สหภาพยุโรปจะดำเนินการแบบเดียวกันในระยะข้างหน้า โดยตัดสิทธิพิเศษทางการค้า Everything But Arms (EBA) ที่ให้แก่เมียนมา

   เพียงระยะเวลาแค่สองเดือนนับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจรัฐบาลเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เกิดการแสดงอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement : CDM) เป็นวงกว้างและทวีความรุนแรงเรื่อยมาจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเมียนมาเกิดภาวะชะงักงันต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการเงินยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในด้านมูลค่าการทำธุรกรรมและการให้บริการ

  ซึ่งปัจจัยดังกล่าวกดดันการบริโภคโดยรวม นอกจากนี้ ภาคการผลิตและการส่งออกของเมียนมายังถูกซ้ำเติมจากการที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ์ GSP ที่ให้แก่เมียนมา แม้ว่าเมียนมาจะพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ เพียงร้อยละ 5 มีสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 1 ใน 3 ใช้สิทธิ GSP ในการทำตลาด

  แต่สิ่งที่ตามมาคือความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในเมียนมาถูกบั่นทอนลง อีกทั้งมีความเสี่ยงที่นานาชาติจะเพิ่มแรงกดดันด้านต่างๆ กับเมียนมา เป็นอุปสรรค์ต่อการทำธุรกิจในอนาคต คงยากที่จะมีการขยายการลงทุนใหม่เพิ่มเติมในระยะสั้น ขณะที่นักลงทุนเดิมบางส่วนระงับการดำเนินธุรกิจในเมียนมาไปแล้ว

  จะเห็นได้ว่า เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมียนมาทุกตัวอยู่ในภาวะชะลอตัวมากกว่าที่เคยคาดไว้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เศรษฐกิจเมียนมาปี 2564 อาจจะหดตัวลึกขึ้นมาอยู่ที่ราวร้อยละ 8.5 (กรอบประมาณการ ร้อยละ -9.8 ถึง -7.2) โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองในเมียนมาเป็นหลัก ในกรณีการประท้วงในประเทศไม่ขยายวงกว้างกว่านี้และทางการเมียนมาสามารถควบคุมสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองภายในช่วงครึ่งหลังของปีให้ทยอยดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกได้

  ทำให้เศรษฐกิจเมียนมาทั้งปี 2564 คาดว่าจะโน้มเอียงเข้าสู่กรอบบนของประมาณการที่หดตัวร้อยละ -7.2 โดยภาคการผลิตและการส่งออก น่าจะเป็นภาคส่วนที่ฟื้นตัวได้ก่อนจากอานิสงส์ของความต้องการสินค้าตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ การลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน และภาคการเกษตร ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 53 ของยอดคงค้างการลงทุนตรงน่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวตามมา

  อย่างไรก็ดี หากเป็นในกรณีที่ความขัดแย้งทางการเมืองเมียนมายังคงรุนแรงเช่นนี้ลากยาวตลอดปี จะส่งผลให้เศรษฐกิจอาจทรุดตัวเข้าใกล้กรอบล่างที่หดตัวร้อยละ -9.8 อันเป็นผลจากการชะงักงันของกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศที่ลากยาวออกไป ตลอดจนแรงฉุดของการลงทุนที่น่าจะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

  ภาพเศรษฐกิจเมียนมาตั้งแต่เริ่มปี 2564 เรียกได้ว่าเผชิญความความท้าทายอย่างมากทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดและปัจจัยความไม่สงบในประเทศ ส่งผลให้การส่งออกจากไทยไปเมียนมาผ่านชายแดนในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 กลับมาหดตัวสูงร้อยละ -21.4 (YoY)

  ส่วนหนึ่งเป็นภาพต่อเนื่องของสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มลุกลามอีกครั้ง และบางส่วนก็เป็นผลพวงจากความไม่สงบในประเทศทำให้สินค้าส่วนใหญ่เริ่มหดตัวชัดเจนมากขึ้นจากเดือนก่อน ทั้งสินค้าที่ส่งไปสนับสนุนภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศที่ดูจะหดตัวค่อนข้างมาก อาทิ เหล็ก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก

  รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและไม่จำเป็นก็ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนตอกย้ำการอ่อนแอของกำลังซื้อในเมียนมาจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เช่น เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก และรถจักรยานยนต์ เป็นต้น

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ความไม่สงบในเมียนมาอาจส่งผลต่อเนื่องมายังช่องทางการค้าบริเวณพรมแดนเป็นครั้งคราว แต่ไม่กระทบการขนส่งสินค้าข้ามแดนมากนักเพราะเมียนมาต้องพึ่งสินค้าไทยหลายชนิดท่ามกลางสภาวะที่ทั่วโลกเริ่มตีตัวออกห่างเมียนมา

   ขณะเดียวกันความน่ากังวลในความไม่สงบในช่วงแรกทำให้มีการเร่งกักตุนสินค้าจากไทยค่อนข้างมากในบางพื้นที่ แต่ในช่วงที่เหลือของปีด้วยกำลังซื้อและภาพเศรษฐกิจที่จะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ คงฉุดให้การส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาปี 2564 หดตัวลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ที่ร้อยละ -6.0 โดยมีมูลค่าการส่งออกที่ 81,890 ล้านบาท (กรอบประมาณการหดตัวที่ร้อยละ -8.0 หากเศรษฐกิจเมียนมาทรุดตัวตลอดปี ถึงหดตัวร้อยละ -2.9 หากครึ่งหลังเมียนมาสามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศให้กลับมาดีขึ้นได้)

 

 

 


เรียบเรียง  ชุติมา มุสิกะเจริญ 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด