ข่าวหุ้นล่าสุด

สภาพัฒน์ฯ เผยจีดีพีปี 62 โต 2.4% หั่นเป้าปีนี้เหลือ 1.5-2.5%

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 ก.พ. 63 10:53 น.

   สภาพัฒน์ เผยจีดีพีปี 62 โต 2.4%  หลัง Q4/62 โตเพียง 1.6% ต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส หรือกว่า 5 ปี  ด้านปี 2563 หั่นจีดีพีเหลือโต 1.5-2.5% จากเดิมคาด 2.7-3.7% จับตาปัจจัยเสี่ยงภัยแล้ง-งบประมาณล่าช้า-โควิด-19 

   นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2562 ทั้งปี 2562 และแนวโน้มปี 2563 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2562 ขยายตัว 1.6% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส หรือ 5 ปี 3 เดือน ส่งผลให้ทั้งปี 2562 ขยายตัวได้ 2.4% ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2563 สศช.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงเหลือ 1.5-2.5% จากเดิมคาด 2.7-3.7%

   ด้านการส่งออกในไตรมาส 4/2562 ติดลบ 4.9% ด้านทั้งปีติดลบ 3.2% ขณะที่ปี 2563 คาดว่าส่งออกจะขยายตัวได้ 1.4% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.3% ขณะที่การนำเข้าในไตรมาส 4/2562 ติดลบ 7.6% และทั้งปี 2562 ติดลบ 5.4% ด้านปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7% ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5%

   สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 4/2562 อยู่ที่ 0.4% และทั้งปี 2562 อยู่ที่ 0.7% ส่วนแนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.4-1.4% ลดลงจากประมาณการเดิมที่อยู่ที่ 0.5-1.5% ด้านดุลการค้าในไตรมาส 4/2562 เกินดุล 5.9 พันล้านดอลลาร์ และทั้งปีเกินดุล 26.6 พันล้านดอลลาร์ และทั้งปี 2563 คาดว่าจะเกินดุล 24.2 พันล้านดอลลาร์

   นายทศพร กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 และทั้งปี 2562 ที่ชะลอลงนั้นมีปัจจัยสำคัญ จากการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้า การแข็งค่าของเงินบาท ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณ และผลกระทบปัญหาภัยแล้ง และปัจจัยชั่วคราวในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการ

   ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2563 สศช.คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5-2.5% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2562 โดยมีปัจจัยสำคัญที่ยังต้องติดตามคือ การระบาดของไวรัสโควิด-19 และความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล

 แต่ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจาก การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก แรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ ที่คาดว่าเร็วๆนี้ จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมออกมาให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา นอกจากนี้ยังเป็นผลจากฐานการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562

   ด้านการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 3.5% ชะลอลงจาก 4.5% ในปี 2562 ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและฐานรายได้ในภาพรวมที่อยู่ในระดับต่ำกว่าการประมาณการครั้งก่อน โดยเฉพาะฐานรายได้ในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และฐานรายได้ในภาคเกษตรซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง

   ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 2.6% เท่ากับประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับกรอบวงเงินรายจ่ายประจำภายใต้งบประมาณ 2563 สำหรับการลงทุนรวม คาดว่าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 4.8% เร่งขึ้นจาก 0.2% ในปีก่อน ขณะที่การลงทุนเอกชนคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2%

   ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดี เป็นผลจากความคืบหน้าของโครงการลงทุนภาครัฐทั้งด้านการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และโครงการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งที่มีความชัดเจนมากขึ้น และการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการในต่างประเทศ สอดคล้องกับการขยายตัวในเกณฑ์สูงและต่อเนื่องของการลงทุนก่อสร้างในหมวดโรงงานในครึ่งหลังของปี 2562

   นอกจากนี้ยังเป็นผลจากการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย (LTV) และการดำเนินมาตรการสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมของภาครัฐ ทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนและมาตรการรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมารตรการด้านการเงินการคลัง เพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ

   สำหรับภาคการท่องเที่ยว โดยในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย 37 ล้านคน ลดลง 7.1% จากจำนวน 39.8 ล้านคนในปี 2562 และลดลงจากประมาณการเดิมที่ 41.8 ล้านคน ขณะที่รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.73 ล้านล้านบาท ลดลง 8% จากปี 2562 ที่อยู่ที่ 1.88 ล้านล้านบาท ภายใต้สมมติฐานการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดว่าจะเข้าสู่ช่วงสูงสุดในเดือนมีนาคมและจะสิ้นสุดลงในช่วงต้นพฤษภาคมนี้

   นายทศพร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ สถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตรอย่างชัดเจนมากขึ้น การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศจีน และประเทศต่างๆ ในทุกภูมิภาคซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง

   “ภายใต้สมมติฐานด้านการท่องเที่ยว สศช.ได้เทียบกับเมื่อตอนเกิดโรค SARs ในปี 2546 โดยเบื้องต้นได้คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสจะเข้าสู่จุดสูงในช่วงมีนาคมนี้และสิ้นสุดลงทำให้ทางการจีนยกเลิกมาตรการห้ามการเดินทางออกนอกประเทศในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีแนวโน้มทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทยในไตรมาสแรกลดลงก่อนที่จะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2 ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากปีที่ผ่านมา 150,000 ล้านบาท และลดลงจากสมมตฐานการประมาณการครั้งก่อนที่ 230,000 ล้านบาท”นายทศพร กล่าว

   สำหรับปัจจัยเสี่ยงอีกด้าน คือ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยกรณีฐานคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงต้นเดือนเมษายน ล่าช้ากว่าต้นเดือนกุมภาพันธ์ในสมมติฐานการประมาณการครั้งก่อนด้วย

   นายทศพร กล่าวว่า ส่วนการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ควรเน้นการประสานนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก และสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวในครึ่งปีหลัง การขับเคลื่อนและการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีไม่ต่ำกว่า 37 ล้านคน และรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1.73 ล้านล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับการผ่อนปรนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จองห้องพักและบริการท่องเที่ยวในด้านต่างๆแต่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส สามารถเลื่อนการเดินทางได้

   นอกจากนี้ยังให้จัดแผนการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมและจูงใจให้นักท่องเที่ยวหันมาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น การเตรียมการและจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสิ้นสุดลง การร่วมมือกับภาคเอกชนในการพิจารณาวันหยุดเพิ่มเติมหรือการเลื่อนวันหยุด สำหรับพนักงานในช่วงครึ่งปีแรกโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงก่อนเดือนพฤษภาคม

   ด้านการขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดเป้าหมายการส่งออก การจัดทำแผนการขับเคลื่อนการส่งออก การให้ความสำคัญกับสินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น

   นายวิชญายุทธ บุญชิต เลขาธิการ สศช. กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2563 ยังมีแนวโน้มที่จะติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่แนวโน้มไตรมาส 2 จะเริ่มขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่อง และบวกแรงที่สุดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เนื่องจากฐานที่ค่อนข้างต่ำในปี 2562

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด