ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
ข่าวนี้ที่ 1 : รุมหั่นเป้ากำไรบจ. ดันพี/อีหุ้นไทยทะลุ 16 เท่า ฟันด์โฟลว์แผ่ว 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 มิ.ย. 62 7:44: น.

 

 

    "เอเซีย พลัส"ลดเป้ากำไรบจ.ปีนี้ลง 2.25% เหลือ 103.32 บาท/หุ้น จากเดิม 106.58 บาท/หุ้น เหตุราคาน้ำมันวูบ ส่งผลทำให้ค่าพี/อี หุ้นไทยทะลุ 16 เท่า แพงกว่าเพื่อนบ้านฉุดความน่าสนใจลดลง คาดฟันด์โฟลว์ชะลอไหลเข้า พร้อมลดเป้า SET เหลือ 1,699 จุด จากเดิม 1,705 จุด ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ลดเป้ากำไรปีนี้เหลือ 1.09 ล้านลบ. จากเดิม 1.16 ล้านลบ. เติบโตแค่ 9.8% เหตุราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดิ่ง ผลกระทบสงครามการค้า
    
*** บล.เอเซีย พลัส ลดเป้ากำไรบจ.ลง 2.25% 

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลง ทำให้ฝ่ายวิจัย ASP ต้องปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นลง 2.25% จากประมาณการเดิม คาดการณ์กำไรใหม่อยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท ได้ EPS  ใหม่ที่ 103.32 บาทต่อหุ้น โต 5.6% yoy เป็นผลมาจากการปรับลดสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลง จากเดิม 65 เหรียญฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 60 เหรียญฯ/บาร์เรล พร้อมกันนี้ได้ปรับ Spread ของสินค้าปิโตรเคมีทุกประเภทลง 50 เหรยีญฯ/ตัน และ ค่าการกลั่นปรับลดจากเฉลี่ย 6 เหรียญฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 4.5 เหรียญฯ/บาร์เรล เห็นได้ว่าการปรับลดลงของประมาณการในรอบนี้มีสาเหตุมาจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงมาจากสถานการณ์สงครามการค้า ผลสืบเนื่องประการหนึ่งของการปรับลด EPS ของบริษัทจดทะเบียน ก็คือการทำให้อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น(PER) ของตลาดหุ้นไทยสูงขึ้น โดยที่ SET Index ปัจจุบันให้ค่า PER สูงกว่า 16 เท่า ซึ่งที่บริเวณดังกล่าวน่าจะทำให้การไหลเข้าของ Fund Flow ชะลอตัวลง

*** ลดเป้า SET ใหม่ที่ 1,699 จุด จากเดิม 1,705 จุด

     นอกจากนี้ ลดเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ลงมาที่ 1,699 จุด จากเดิม 1,705 จุด ทั้งนี้ หากปรียบเทียบมูลค่าของหุ้นไทยกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค พบว่าความน่าสนใจในหุ้นไทยลดลง ไม่ว่าจะเป็น Expected PE หุ้นไทยที่ 16.2 เท่า ก็ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นอื่น และยังแพงกว่าตลาดหุ้นจีน ซึ่งอยู่ที่ 11.2 เท่า, อินโดนีเซีย 15.5 เท่า

*** กำไรบจ.ไทยโตน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย
 

    ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกำไรบจ. หรือ EPS Growth ปี  62 ของตลาดหุ้นไทยที่ 5.6% ยังเติบโตได้น้อยกว่าหลายๆประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย โต 17.3%, ฟิลิปปินส์ โต 9.3%, อินโดนีเซีย โต 8.3%, และจีน โต 6.9% โดยรวมแล้ว ทำให้ Upside ของตลาดหุ้นไทยเริ่จำกัด และ Valuation มีความน่าสนใจลดน้อยลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค ทำให้เชื่อว่า Fund Flow ที่ไหลเข้ามาเร็วและแรงในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสชะลอลง

*** สงครามการค้ายืดเยื้อ หนุนทั่วโลกใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย
    
    สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมีแนวโน้มยืดเยื้อ หลังจากมีกระแสข่าวว่าการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ระหว่างวันที่ 28-29 มิ.ย. 2562 ที่ประเทศญี่ปุ่น ตลาดคาดว่าการพบปะนอกรอบระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์สหรัฐและประธานาธิบดี สี จิ้นผิงจะยังไม่ได้ข้อสรุป หรือทั้ง 2 ฝั่งอาจจะไม่ได้พบปะกัน  จากเดิมคาดว่าทั้ง 2 ฝั่งจะเจรจาประนีประนอมกัน     และล่าสุด วานนี้ประธานาธิบดี ทรัมป์เผยว่าจะยังไม่มีการทำข้อตกลงใดๆกับจีนเพิ่มเติม จนกว่าจีนจะบรรลุข้อตกลงที่ทำไว้กับสหรัฐตั้งการเจรจาในช่วงต้นปี  ทำให้ตลาดตีความว่าสงครามการค้าจะยังยืดเยื้อต่อไป

*** บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  ลดกำไรบจ.ปีนี้เหลือ 1.09 ล้านลบ.
    
    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET กล่าวว่า ได้ปรับเป้าประมาณการกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนไทยในปีนี้เหลือ 1.09 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 9.8 % จากเดิมที่  1.16 ล้านล้านบาท เนื่องจากหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีได้รับปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงและสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลให้สเปรดราคาผลิตภัณฑ์ลดลง โดยบริษัทประเมินว่าหากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯยังคงยืดเยื้อต่อไป จนเป็นให้ดีมานด์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลง บริษัทอาจจะมีการปรับประมาณการอีกครั้ง
    ขณะที่เป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้บริษัทยังคงไว้ที่ 1,730 จุด แต่คาดว่าจะมีการทบทวนเป้าหมายใหม่อีกครั้งในช่วงไตรมาส 3/62 หรือหลังจากประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/62 เพื่อดูแนวโน้มปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ โดยกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้บริษัทแนะนำให้ลงทุนในธีม Domestic Play หรือหุ้นที่ผลการดำเนินงานขึ้นกับการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ประกอบไปด้วย กลุ่มค้าปลีก CPALL,HMPRO กลุ่มพลังงาน BPP,BGRIM กลุ่มโรงพยาบาล CHG กลุ่มไฟแนนซ์ JMT,SAWAD และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง CK,STEC

*** บล.ไทยพาณิชย์ เล็งประเมินกำไรบจ.หลังงบ Q2/62 ออก 
    
    นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโต 7% และ EPS ประเมินไว้ที่ 107 บาท/หุ้น และ PE ที่ 15 เท่า โดยยอมรับว่าขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศทั้งสงครามการค้า ปัญหา Brexit ที่ยังไม่มีข้อสรุป ในขณะที่ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งตอนนี้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าปีก่อนไปแล้ว โดยการที่เงินบาทแข็งค่าจะกระทบต่อการส่งออก
     "ตอนนี้เราขอยืนเป้ากำไรบจ.ปีนี้ไว้ที่เดิมก่อน ซึ่งเราจะประเมินอีกครั้งหลังผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมา ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพรวมได้ว่า กระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนมากน้อยแค่ไหน เพราะตอนนี้ปัจจัยลบมีมากขึ้น"นายสุกิจ กล่าว


เรียบเรียง  ประน้อม บุญร่วม 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด