ข่าวหุ้นล่าสุด

KBANK เพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้เป็นโต 0.2% จากเดิมติดลบ 0.5% รับเปิดประเทศ

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ต.ค. 64 12:28 น.

 

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการศก.ไทยปีนี้เป็นโต 0.2% จากเดิมคาดติดลบ 0.5% รับวัคซีน - เปิดประเทศ ส่วนปีหน้าคาดโต 3.7% ได้ส่งออก-บริโภคเอกชนหนุน ด้านน้ำมันคาดจะพีคในไตรมาสนี้ที่  82 เหรียญ ยันไทยยังไม่เกิด Stagflation ส่วนน้ำท่วมคาดกระทบจีดีพี 0.16% 

   นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.2% จากเดิมคาดติดลบ 0.5% โดยมีปัจจัยบวก คือ การฉีดวัคซีนที่เร่งตัวขึ้น การคลายล็อกดาวน์เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. นี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเร็วกว่าคาด

   โดยบริษัทคาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยประมาณ 1.8 แสนคน เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.5 แสนคน นอกจากนี้การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ยังทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

   อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตาม คือ งินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ผลกระทบของน้ำท่วมต่อภาคการเกษตร โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอลง และเริ่มเห็นความไม่แน่นอนจากการเกิดการระบาดอีกระลอก โดยเฉพาะประเทศที่มีการฉีดวัคซีนสูง ทั้ง อังกฤษ และสิงคโปร์ เห็นได้จากพอเริ่มคลายล็อกดาวน์ ก็เจอโควิดระลอกใหม่ที่รุนแรง

    ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตามและมีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม มองว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะขยายตัวเป็นบวกได้ เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 ที่ผ่านมา โดยมองว่าไตรมาส 3 ถือเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และจะเริ่มทยอยฟื้นตัว

 

   สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/64 คาดว่าจะติดลบ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และติดลบ 4.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ไตรมาส 4/64 คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว โดยคาดว่าจะติดลบ 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะขยายตัวเป็นบวก 3.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

   ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 65 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% โดยการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 5% จากปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 14% ด้านการนำเข้าในปี 65 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4% จากปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 27% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% และเพิ่มเป็น 1.6% ในปี 65 โดยเศรษฐกิจไทยในปี 65 จะมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความครอบคลุมของประชากรที่จะได้รับวัคซีนเกินกว่า 70% ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ลง และการดำเนินธุรกิจไม่หยุดชะงัก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออก รวมถึงการใช้จ่ายครัวเรือนที่ฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำและการกลับมาบริโภคหลังจากอั้นไว้ในช่วงล็อกดาวน์


   ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ราคาพลังงานสูงและเงินเฟ้อ โดยมองว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะทำจุดสูงสุดในไตรมาส 4/64 หรืออยู่ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะย่อตัวลงในต้นปี 65 โดยในกรณีฐานมองว่า สถานการณ์น้ำมันจะปรับสมดุล เข้าสู่ระดับราคาที่ควรจะเป็นได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงกรณีที่ ถ้ากำลังการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามคาด หากโอเปคพลัส ไม่เพิ่มกำลังการผลิต และสหรัฐขุดเชลล์ออยต่ำกว่าคาด

   แต่ยังมีปัจจัยกระตุ้นให้มีความต้องการใช้มากกว่าควรจะเป็น เช่น กรณีเจอฤดูหนาวมากกว่าคาด หรือภัยธรรมชาติ อีกประเด็นคือ วิกฤติพลังงานในจีนหากยังยืดเยื้อจะเป็นความเสี่ยงทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทำจุดสูงสุดแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/65 และไม่เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก แต่อย่างไรก็ตาม มองวา กรณีดังกล่าว หรือกรณีเลวร้ายคงเป็นไปได้ไม่มากนัก

   สำหรับปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเจอข้อจำกัดด้านการผลิต สถานการณ์โควิดที่ไม่ได้หายพร้อมกันทั่วโลก ทำให้ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนำเข้าสุทธิ รวมถึงกลุ่มดังกล่าวยังได้รับวัคซีนเยอะ เปิดประเทศได้เร็ว มีความต้องการใช้สินค้าเป็นจำนวนมาก

   ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นประเทศส่งออกสุทธิ ส่วนใหญ่ยังเจอโควิดระบาด เจอโควิดระบาดเข้าโรงงานปิดโรงงาน แรงงานไม่พอ ดังนั้นจึงเจอข้อจำกัด ทางการผลิต และดันสินค้าสูงขึ้น ทำให้หลายประเทศ รวมถึงธนาคารกลางหลายประเทศกังวลอยู่เรื่องเงินเฟ้อ เนื่องจากมีนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน และเป็นตัวที่กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

   "ปัจจัยเงินเฟ้อสูงเป็นเรื่องซัพพลาย กำลังการผลิตไม่พอตามความต้องการ อาจเป็นปัจจัยชั่วคราว หากผลิตได้มากขึ้น ราคาสินค้าที่สูงก็จะย่อลงมา แต่เพียงว่า เงินเฟ้อมันมาจากความต้องการซื้อของประชาชนจริง น่าจะเป็นความกังวลที่ธนาคารกลางหลักทั่วโลกจับตา สถานการณ์ตอนนี้มีการใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน รวมถึงอัดฉีดสภาพคล่องโดยเฉพาะเศรษฐกิจหลักทำคิวอีเข้าไป ดังนั้น เงินเฟ้อมาจากความต้องการใช้ของผู้บริโภคจริง ตรงนี้ ธนาคารกลางต้องแตะเบรกให้ทัน ไม่เช่นนั้นอาจเป็นปัญหาเศรษฐกิจอีกด้าน"นางสาวณัฐพร กล่าว


   สำหรับเงินเฟ้อไทยยังมีความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ระดับเงินเฟ้อกรณีฐานที่ คาดว่าไตรมาส 4/64 น่าจะพีค และย่อในปีหน้า อาจไม่ได้สร้างความเสี่ยงเยอะให้กับเศรษฐกิจไทย และแรงกดดันต่อธนากลางของไทยอาจไม่ได้มากเท่ากับธนาคารกลางอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ตกไปที่ผู้บริโภค โดยภาครัฐพยายยามมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ตรึงราคาน้ำมันดีเซล แต่หากสูงขึ้นไปเยอะ อาจอั้นไม่อยู่ ภาระการครองชีพ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจกระทบประชาชน ซึ่งซ้ำเติมกับสถานการณ์การเงินครัวเรือนไทยก็เปราะบางอยู่แล้ว อาจเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าได้

   "เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงสวนทางกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (Stagflation) โดยมองว่าเงินเฟ้อในปี 65 ที่ 1.6% บนเงื่อนไขที่ราคาน้ำมันโลกไม่ได้ยืนอยู่ในระดับสูงมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะยาวต่อเนื่อง"นางสาวณัฐพร กล่าว


   สถานการณ์ค่าเงินบาท มองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.5-34 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีค่ากลางที่ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ในปี 65 หากสถานการณ์โควิดไม่รุนแรง ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้ต่อจากปีนี้ เนื่องจากตลาดรับข่าวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณ (คิวอี) ไปค่อนข้างมากแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนจากโควิดกลายพันธุ์ สถานการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 65


   นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ด้านสถานการณ์น้ำท่วม มองว่าผลกระทบส่วนใหญ่น่าจะอยู่ภายในปีนี้ โดยสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. นี้ คาดว่าจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งภาคเกษตร ซึ่งน่าจะกระทบทั้งหมดประมาณ 6-7 ล้านไร่ รวมถึงนอกภาคเกษตร ที่สำคัญคือ ภาคบริการและแรงงานรับจ้างรายวันที่ได้รับผลกระทบจากการที่ธุรกิจหยุดชะงักลงบางพื้นที่ในกว่า 30 จังหวัด

   ดังนั้น โดยรวมแล้ว คาดว่ากระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.16% ของจีดีพี ซึ่งน้อยกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 51, 53 และ60 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การประมาณจีดีพีในครั้งนี้ ได้รวมผลกระทบสถานการณ์น้ำท่วมไว้เรียบร้อยแล้ว

   ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมัน ในกรณีฐานราคาน้ำมันดีเซลในระยะที่เหลือของปีนี้ อยู่ในช่วง 25.0-29.2 บาทต่อลิตร จะมีผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้นประมาณ 0.55-0.73% และต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 0.33-0.44% หรือรวมกันธุรกิจจะมีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 1% แต่ท่ามกลางภาวะที่ราคาน้ำมันชนิดอื่นๆ ปรับขึ้นแรงกว่าน้ำมันดีเซลที่ยังมีกลไกการดูแลราคาจากภาครัฐ รวมถึงการที่ต้นทุนอื่นๆ โน้มเพิ่มขึ้นในภาวะที่ยอดขายยังไม่กลับมา ก็ย่อมจะเพิ่มโจทย์การฟื้นตัวให้กับภาคธุรกิจ ขณะที่ ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันต่อในปีหน้าด้วย
 

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด