ข่าวหุ้นล่าสุด

ส.นักวิเคราะห์ หั่นเป้า SET ปีนี้กว่า 100 จุด - เปิด 4 หุ้นเด่นน่าเก็บ

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 ก.ค. 65 15:56 น.

 

  สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) หั่นเป้า SET ปีนี้ลงกว่า 100 จุด เหลือ 1,646 จุด จุด มอง 5 ปัจจัยกดดันตลาดครึ่งปีหลัง 65 ทั้งศก.โลกชะลอ - เฟดขึ้นดบ.แรง แนะกระจายพอร์ตลงหุ้นไทย 27.39% หุ้นนอก 22.92% พร้อม 4 หุ้นเด่นน่าลงทุน

 

  นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) แถลงผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ ต่อมุมมองด้านการลงทุนครึ่งปีหลังของปี 2565 โดยครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจ 24 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ 20 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 3 บริษัท และบริษัทโกลด์ฟิวเจอร์ส 1 บริษัท ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

  สมมติฐานหลัก มีการปรับเพิ่มราคาน้ำมันดิบของปีนี้ จาก 94.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาเป็น 102.36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ GDP ปี 65 ยังคงฟื้นตัว โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.18% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการสำรวจครั้งก่อน (เม.ย.65) ซึ่งเคยใช้สมมติฐานที่ 3.09%

  สำหรับปัจจัย ที่จะมีผลต่อทิศทางการลงทุนตลอดครึ่งปีหลังนี้

  ปัจจัยบวก ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มีผู้โหวต 75% รองมาคือ สถานการณ์โควิดไทยที่เบาลงจนมีการเปิดเมือง มีผู้ตอบแบบสำรวจ 62 % และอันดับที่ 3 คือสถานการณ์โควิดโลก มีผู้ตอบ 58 % ตามลำดับ

  ส่วนปัจจัยลบ มีความชัดเจนมากถึง 5 ปัจจัย เห็นได้จากการโหวตอย่างท่วมท้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีความกังวลเศรษฐกิจถดถอย และ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงของFED โดยมีผู้ตอบทั้ง2ปัจจัยนี้ ที่ระดับ 92% เท่ากัน ส่วนอันดับ 3 คือ การลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก มีผู้ตอบมากถึง 83% ส่วนอันดับ 4 คือ ปัจจัยการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบ 79% และอันดับที่ 5 คือ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในประเทศไทยที่มีผู้โหวตว่าเป็นปัจจัยลบมาถึง 75%

  สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.นั้น เสียงโหวต 96% คาดว่าจะมีการปรับขึ้นในครึ่งหลังของปี 65 อย่างแน่นอน แต่ระดับการคาดแตกต่างกันไป เรียงลำดับขนาดการปรับขึ้นดังนี้

  มี 25%ที่คาดว่าจะขึ้น 0.25% ในครึ่งปีหลัง มี 37% ที่คาดว่าจะขึ้น 0.50% ในครึ่งปีหลังมี 17% ที่คาดว่าจะปรับขึ้น 0.75% ในครึ่งปีหลังมี17% ที่คาดว่าจะ ปรับขึ้น 1.00% หรือมากกว่า ในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์ 4% ที่มองสวนว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลง 0.25% ในครึ่งปีหลัง

  ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 65 ของตลาด ถือเป็นข่าวดี ที่มีค่าเฉลี่ยที่ 94.47 บาทเพิ่มขึ้นกว่าผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 89.11 บาทต่อหุ้น และครั้งนี้ คาดการณ์ EPS Growth ของปี 2565 อยู่ที่ 8.20 %

  ทางด้านคาดการณ์ ทิศทางหุ้นไทย ในระยะสั้นช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ ส่วนใหญ่คาดว่ามีแนวโน้มทางลบ รองลงมาคาดว่าเป็น Sideways แต่ก็มีผู้ตอบประมาณ 4% ที่มองว่าเป็นทิศทางบวก โดยมีค่าเฉลี่ย คาดการณ์ดัชนีราคาหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 1,569 จุด

  สำหรับคาดการณ์จุดสูงสุดของ SET Index ช่วงก.ค. - ธ.ค. 65 เฉลี่ยที่ระดับ 1,662 จุด ส่วนจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,486 จุด และเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2565 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,646 จุด ซึ่งลดลง 101 จุดจากระดับคาดการณ์ไว้ครั้งก่อน ที่ 1,747 จุด

  นักวิเคราะห์แนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 18.63% กองทุนตราสารหนี้ 14.06% หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 27.39% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 22.92% กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 7.31% ทองคำหรือกองทุนทองคำ 8.63% อื่นๆ เช่น น้ำมัน 1.06%

  สำหรับ การลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจ ค้าปลีกธนาคาร การท่องเที่ยว สื่อสาร และการแพทย์ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจปิโตรเคมี พลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

  รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำ ตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ)
  1. BBL ได้ประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น จากการมีสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยลอยตัว ขณะที่เงินฝากมี 40% ที่ดอกเบี้ยลอยตัว งบดุลแข็งแกร่ง มูลค่าหุ้นถูก มี PER 7 เท่า และ PBV 0.5 เท่า รวมทั้งมี Dividend Yield ที่สูง 4% ต่อปี

  2. BEM แนวโน้มรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการเปิดเทอม เปิดเมืองและยังได้ประโยชน์จากการกลับมาเปิดศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใน ก.ย.นี้

  3. CPN มีปัจจัยสนับสนุนจากการเปิดเมือง และการให้ส่วนลดค่าเช่าน้อยลง

  4. KBANK คาดว่าธนาคารจะมีอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่สูงขึ้นและคุณภาพสินเชื่อที่ปรับดีขึ้น และมีมุมมองเชิงบวกเรื่องการร่วมทุนกับ JMT อีกด้วย

  ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาล เกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่กล่าวถึง การช่วยเหลือประชาชน ทั้งปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การลดค่าครองชีพและการเพิ่มกำลังซื้อแก่ประชาชน เพื่อกระตุ้นการบริโภคตามมาด้วย การช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ การกระตุ้นการลงทุน การช่วยสภาพคล่องรักษาการจ้างงาน SME รวมถึงสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้น และข้อแนะนำสุดท้าย เสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

 

 


เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

LATEST NEWS

ข่าวที่เกี่ยวข้องล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh