ข่าวหุ้นล่าสุด

พาณิชย์ เผยส่งออกส.ค.62 ยังติดลบ 4% ยังหวังทั้งปียืนบวก

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 ก.ย. 62 12:22 น.

  ก. พาณิชย์ เผยส่งออก ส.ค.62 ติดลบ 4% ด้านนำเข้าติดลบ 14.62% เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันร่วง ยังลุ้นส่งออกทั้งปีไม่ติดลบ จากปัจจุบันคาดเติบโต 3% พร้อมเดินหน้ารุกตลาดใหม่ ฟื้นฟูตลาดเดิม

  นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีมูลค่า 21,915 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีกอน ขณะที่ 8 เดือน (มกราคม-สิงหาคม) การส่งออกมีมูลค่า 166,091 ล้านดอลลาร์ 2.19% ด้านการนำเข้าในเดือนสิงหาคม มีมูลค่า 19,862 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 14.62% ด้าน 8 เดือนมีมูลค่า 159,984 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 3.61% ด้านดุลการค้าในเดือนสิงหาคมเกินดุล 2,052.6 ล้านดอลลาร์ และ 8 เดือนเกินดุล 6,106 ล้านดอลลาร์

  ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าที่กลับมาติดลบอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกในเดือนก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้าที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยผลของสงครามการค้าได้นำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งส่งผลให้การส่งออกในหลายตลาดหดตัว โดยเฉพาะการส่งออไปตลาดอาเซียน-5 และ CLMV และเอเชียใต้ที่หดตัวในระดับสูง ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำได้ส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันยังคงหดตัวในระดับสูงต่อเนื่อง รวมทั้งอุปทานส่วนเกินของสินค้าเกษตรในตลาดโลก และการแข็งค่าของเงินบาท ยังเป็นปัจจัยกดันต่อการส่งออกสินค้าเกษตรในเดือนนี้

  อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ทวีปออสเตรเลีย และตะวันออกกกลางยังคงขยายตัวได้ดี และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรมยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากการส่งออกทองคำ อัญมณี และเครื่องประดับที่ขยายตัวในระดับสูง

  สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญที่ยังขยายตัวได้ดีทั้งในด้านปริมาณและราคา ได้แก่ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง คือ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลขและโทรศัพท์ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง เป็นต้น

  ทั้งนี้ หากหักทองคำออกจะพบว่า การส่งออกติดลบ 9.8% และหากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ ติดลบ 7.3% ขณะที่การนำเข้าหากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ ติดลบ 8.4%

  “การส่งออกที่กลับมาชะลอตัวลง เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอลงในหลายประเทศ จากปัญหาสงครามการค้าและความเปราะบางในตะวันออกกลาง นอกจากน้ี ยังเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมากโดยเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาเรล จากปีก่อนที่อยู่ที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาเรล ซึ่งห่างกันถึง 18% ทำให้มีผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกสินค้ามี่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน โดยน้ำมันตัวเดียวคิดเป็น 4% ของการส่งออก”นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

  นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการส่งออกในปีนี้ หวังว่าการส่งออกของไทยจะไม่ติดลบ ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงยังต้องติดตามปัญหาสงครามการค้า และ Brexit แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อไทยในตรง แต่อาจจะมีผลกับประเทศอื่นที่เป็นประเทศคู่ค้า ดังนั้นจึงต้องติดตามใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังต้องติดตามราคาน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันเป็นสัดส่วนใหญ่ของการส่งออกของไทย

  นอกจากนี้ ยังต้องติดตามตลาดจีน โดยเฉพาะการบริหารจัดการผลกระทบจากสงครามการค้าของจีนว่าจะทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหากเศรษฐกิจจีนไม่ดี ไทยอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย ขณะที่ด้านค่าเงิน ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ยอมรับว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงไม่สามารถทำอะไรได้มาก เนื่องจากไทยไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบการส่งออก โดยที่ผ่านมาธปท.เข้าไปแทรกแซงเป็นระยะ เพื่อประคองไม่ให้รุนแรง

  “หากจะให้ช่วงที่เหลือการส่งออกของไทยขยายตัวได้ หรือ ไม่ติดลบนั้น 4 เดือนที่เหลือการส่งออกจะต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ แต่หากจะให้ส่งออกปีนี้หากจะให้ได้ 3% ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ระบุไว้ การส่งออกช่วงที่เหลือจะต้องมีมูลค่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 23,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก”นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

  ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีแผนผลักดันการส่งออกในครึ่งปีหลัง โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายรักษาตลาดเดิม ขยายตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่า เช่น ตลาดตะวันออกกลาง ที่เคยเป็นตลาดข้าวเก่าของไทย เช่น อิรัก รวมทั้งตลาดอื่นๆ เช่น จอร์แดน กาตาร์ บาห์เรน คูเวต เป็นต้น ด้านตลาดอาเซียน และ CLMV เป็นตลาดศักยภาพและมีโอกาสเพิ่มตัวเลขการค้าอีกมาก โดยเฉพาะการค้าขายแดนและผ่านแดน ซึ่งต้องเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า

  ด้านตลาดจีน มุ่งเน้นเพิ่มมูลค่าในพื้นที่ที่ไทยเข้าไปทำตลาดแล้ว รวมทั้งขยายไปยังมณฑลตอนในหรือเมืองรองที่ยังเข้าไม่ถึง ขณะที่ด้านอินเดีย ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และมีความต้องการในการบริโภคที่หลากหลาย ทั้งนี้ รองนายกฯ มีกำหนดการไปเยือนจีน และอินเดยในปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อเร่งผลักดันสินค้าเกษตรของไทย ทั้ง ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่นๆให้ได้มากที่สุด

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     สุรเมธี มณีสุโข 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด