ข่าวหุ้นล่าสุด

กนง.เผยผลประชุม 20 พ.ค. รับศก.ไทยทรุดหนัก กังวลจ้างงานดิ่ง - บาทแข็ง

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มิ.ย. 63 10:12 น.

   กนง.เผยศก.ไทยหดตัวมากกว่าคาดจากโควิด-19 เชื่อมาตรการการคลังจะช่วยฟื้นฟูศก. รับกังวลจ้างงานทรุด - บาทแข็ง แจงคณะกรรมการบางส่วนให้คงดบ.เพราะควรรอประเมินกิจกรรมทางศก.หลังโควิดก่อนใช้นโยบายการเงิน   

   รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบวันที่ 20 พ.ค.63 ฉบับย่อ ว่า คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกบริการมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าคาด ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มลดลง จากมาตรการจำกัดการเดินทางที่อาจขยายเวลาออกไป

   ด้านการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และราคาน้ำมันที่หดตัว ส่งผลต่อราคาสินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม อุปสงค์ต่างประเทศและในประเทศที่หดตัวส่งผลให้รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนลดลงในวงกว้าง

   ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มลดลง จากการว่างงานที่สูงขึ้นและมาตรการควบคุมการระบาด อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาของภาครัฐจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อของครัวเรือนได้บางส่วน

   ทั้งนี้ ครัวเรือนภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากขึ้น ส่วนครัวเรือนนอกภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากการลดชั่วโมงการทำงาน การลดค่าจ้าง การเลิกจ้างของธุรกิจ

 ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวจากอุปสงค์และความเชื่อมั่นที่ลดลงมาก รวมถึงธุรกิจปรับลดการลงทุนเพื่อรักษาสภาพคล่อง

   อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการลงทุนในกลุ่มโทรคมนาคมและกลุ่มสุขภาพเพื่อรับมือโควิด-19 และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จากการย้ายฐานการผลิตมาไทยของผู้ผลิตบางราย

   สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยรัฐบาลขยายกรอบวงเงินมารตรการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบระยะที่ 1 และ 2 และออกมาตรการใหม่ระยะที่ 3 และอื่นๆ เพิ่มเติม

   อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบด้วย แนวโน้มเศรษฐกิจคู่ค้าและการระบาดในต่างประเทศ รวมถึงผลสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนและยารักษา การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและโอกาสที่จะเกิดการระบาดรอบสองในประเทศ และประสิทธิผลของมาตรการด้านการคลัง การเงิน และสินเชื่อ โดยต้องออกใช้ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและทันการณ์เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ เอสเอ็มอีให้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

   ทั้งนี้ คณะกรรมการกังวลต่อแนวโน้มการจ้างงานที่ลดลงมากและอาจใช้เวลานานกว่าจะกลับเป็นปกติ ทั้งในกลุ่มลูกจ้างและผู้จ้างงานตนเอง โดยแรงงานบางส่วนอาจว่างงานชั่วคราวในช่วงมีมาตรการควบคุมการระบาด แต่รางงานบางส่วนอาจว่างงานถาวร เนื่องจากธุรกิจประสบปัญหาด้านฐานะการเงินจนปิดกิจการ

   โดยปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและศักยภาพการเติบโตในระยะยาวลดต่ำลง จึงควรให้ติดตามการพัฒนาการของตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด

   นอกจากนี้คณะกรรมการ เห็นว่าการลงทุนภาคเอกชนมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จากฐานะทางการเงินที่เปราะบางของภาคเอกชน แนวโน้มการว่างงานและแนวโน้มเศรษฐกิจ ดังนั้นมาตรการการคลังและการลงทุนภาครัฐจะต้องเป็นเครื่องมือหลักในการประคับประคองเศรษฐกิจ รวมถึงลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะทรุดตัวมากจนถึงระดับที่ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินในวงกว้าง

   อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มหดตัวในปีนี้ส่งผลให้เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้น จํานวน ครัวเรือนและธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านความสามารถในการชําระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังมาตรการ ช่วยเหลือสภาพคล่องของภาครัฐจะทยอยสิ้นสุดลง

   ทั้งนี้ ธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร และสายการบิน ได้รับ ผลกระทบมากจาก โควิด-19 ส่วนธุรกิจปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากราคาน้ํามันที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ลดลงจากทั้งในและต่างประเทศ ดัชนีราคาอาคารชุดเริ่มทรงตัว หลังจากที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการลดการเปิดโครงการใหม่ และเร่งส่งเสริมการขายเพื่อ ระบายอุปทานคงค้าง

   ทั้งนี้คณะกรรมการฯ เห็นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ระดมทุนผ่านทั้งสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ และ ตราสารหนี้ภาคเอกชน อีกทั้งมีความเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่นสูง เช่น ธุรกิจก่อสร้าง จึงควรติดตามภาวะ อสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

   นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (liquidity risk) และด้านความมั่นคงทางการเงิน (solvency risk) ของครัวเรือนและธุรกิจอย่างใกล้ชิดเพราะหากเกิดการผิดนัดชําระหนี้เป็นวงกว้าง อาจส่งผลกระทบต่อผู้ให้กู้ ทั้ง ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (non-banks) กองทุนรวม สหกรณ์ออมทรัพย์ และย้อนกลับมากระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

   ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบ ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่าง ใกล้ชิด รวมถึงติดตามผลของมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายขาออกที่ได้ดําเนินการไป และศึกษาถึง มาตรการที่จะลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทจากการส่งออกทองคําด้วย

   นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์มีความสําคัญและจําเป็นต่อการ สนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ SMEs เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรักษาศักยภาพการ เจริญเติบโตในระยะต่อไป

   ทั้งนี้หนี้สาธารณะของไทยในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19ยังอยู่ในระดับต่ำ อายุหนี้เฉลี่ยยาวประมาณ 10 ปี และเกือบทั้งหมดเป็นหนี้ในสกุลเงินบาท นโยบายการคลังของไทยจึงยังมีขีด ความสามารถในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางให้เหมาะสมหลัง ควบคุมการระบาดได้ ซึ่งอาจทําให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะต่อไปมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ หากการกู้ยืมดังกล่าวเป็นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มผลิตภาพในอนาคต

   นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินของภาครัฐอยู่ในระดับต่ำตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลคณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อจําเป็นต้องประสานกันอย่าง ใกล้ชิด เพื่อดําเนินมาตรการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

   โดยในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ควรดําเนิน มาตรการที่เน้นการจ้างงาน สร้างรายได้ และสนับสนุนให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเร่งรัด การให้สินเชื่อผ่านโครงการต่าง ๆ ก่อนที่มาตรการการเงินการคลังที่ออกมาในช่วงเยียวยาเศรษฐกิจจะทยอย สิ้นสุดลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชําระหนี้ในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

   นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐจะต้องสนับสนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการปรับตัวของผู้ประกอบการ ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทําธุรกิจใหม่หลังจากการแพร่ระบาดคลี่คลายลงด้วย

   ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีมติ4 ต่อ 3 เสียงให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 0.75 เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวกว่าประมาณการเดิมตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ขณะที่กรรมการ 3 ท่าน เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบาย และให้เร่งรัดประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ประกาศไปแล้ว โดยกรรมการบางท่านเห็นควรให้รอประเมินผลการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา รวมทั้งประเมินภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการระบาดภายหลังจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุม ก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติม
 

 

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด