ข่าวหุ้นล่าสุด

`อาคม` ยืนยันคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน ไม่กระทบหนี้สาธารณะ

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 ส.ค. 65 16:29 น.

 

 รมว.คลัง ยืนยันค้ำประกันหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1.5 แสนลบ. ไม่กระทบหนี้สาธารณะ แจงกองทุนฯ กำลังเดินหน้าหารือกับสถาบันการเงิน ตั้งกรอบใช้หนี้ให้หมด ภายใน 7 ปี พร้อมฝากทุกฝ่ายเตรียมรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น 

  นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... และ การกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กรอบวงเงิน 1.5 แสนล้าน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ซึ่งการขออำนาจกระทรวงการคลังครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันทางการเงิน

  "เป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงาน กับ กองทุนฯ ต้องไปหารือกัน เพื่อแก้วิกฤตในครั้งนี้ และ ทำให้กองทุนกู้ยืมเงินได้ ซึ่งยืนยันว่า การค้ำประกันครั้งนี้จะไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะ โดยทางกองทุนฯ ต้องไปหารือกับสถาบันการเงิน ดูระยะเวลาในการกู้ วางแผน ชำระหนี้ โดยทำอย่างไรให้ 7 ปีต้องใช้หนี้ให้ได้ทั้งหมด ซึ่งไม่จำเป็นต้องกู้ทีเดียว 1.5 แสนล้านบาท เพราะการกู้มันมีต้นทุน"นายอาคม กล่าว

  นอกจากนี้ นายอาคม ยังกล่าวในปาฐกถาพิเศษ "ทิศทางทางการลงไทย วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น" ว่า ได้มองถึงทิศทางการลงทุนในปี 66 ซึ่งต้องนำปัจจัยต่างๆเข้ามาพิจารณา โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เข้ามาแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นจากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ มีความเป็นห่วงที่จะทำให้เศรษฐกิจเกิดการสะดุด โดยเฉพาะสหรัฐจะเริ่มนำนโยบายเกี่ยวกับทางการเงินมากยิ่งขึ้น และ จะส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าอย่างประเทศไทย

  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้จึงจำเป็นที่ต้องระมัดระวังตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในการกระจายความเสี่ยง ทางด้านภาคการส่งออกนั้น ภายหลังจากที่สถาการณ์การแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลาย ส่งผลให้ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดี

  โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนใกล้กัน ที่อัตราการเติบโตของภาคการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 20% สำหรับในปีนี้เศรษฐกิจของไทยดีขึ้น ซึ่งจากตัวเลขที่ประกาศโดยสภาพัฒนฯ ยังเติบโต โดยในไตรมาส 2/65 มีอัตราการขยายได้กว่า 2.5% ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องที่ดี โดยในปีนี้ยังคงมองว่าเศรษฐกิจของไทยยังเติบโตเป็นบวกอยู่

  โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3-3.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีปลดล็อกมาตรการต่างๆ ทำให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวประมาณ 8 ล้านคน

  ในส่วนของการบริโภคภายในประเทศ ถ้าดูไตรมาส 2/65 เติบโต 4% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า รายได้จากตลาดแรงงานเริ่มกลับมา อีกส่วนจากรายได้ภาคเกษตร ซึ่งถือว่า ดีเกือบทุกประเภท

  สำหรับสิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ หนี้ครัวเรือนที่ยังคงมีแนวโน้มสูง เนื่องจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย อย่างไรก็ตามสำหรับทิศทางขาขึ้นของดอกเบี้ยไทยควรมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งในวันนี้มี 3 กลุ่มหลักที่ต้องเตรียมความพร้อม ได้แก่ ประชาชน หนี้ครัวเรือนจะลดหรือไม่ สถาบันการเงินจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ รายได้จะไม่พอต่อรายจ่ายได้หรือไม่ ซึ่งในแง่ของภาครัฐ และ สถาบันการเงิน ออกมาแถลงจะดูแลดอกเบี้ยของลูกค้า ทั้งนี้ ต้องดูเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งด้วย หนี้ครัวเรือนจะลดได้อย่างไร

  ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่กระทบ คือ ภาคธุรกิจ ลูกหนี้ที่เป็นหนี้กับธนาคาร จะมีการปรับโครงสร้างได้อย่างไร และ กลุ่มที่ 3 คือ ภาครัฐ ส่วนที่เป็นหนี้เงินกู้ในต่างประเทศ ส่วนหนึ่งภาครัฐ ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยต่ำที่สุด ทั้งนี้ ต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน

  เช่น ในส่วนของมาตรการภาษี ที่เป็นเครื่องมือจะเข้ามาช่วยสนับสนุน ทิศทางการลงทุนของภาคเอกชน เช่น อีวี เป็นทิศทางการลงทุนในอนาคต ภาครัฐมีนโยบายเรื่องภาษีที่จะสนับสนุนในอนาคต รวมถึงการจัดจัดสรรทรัพยากรที่จะเข้าไปสนับสนุน โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่รู้จักตลาด โดยมีธนาคารของรัฐที่คอยให้คำแนะนำ และ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ

 

 

 




รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

LATEST NEWS

ข่าวที่เกี่ยวข้องล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh