ข่าวหุ้นล่าสุด

ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นฯพ.ค.63 ฟื้นอยู่ที่ 48.2 หลังคลายล็อคดาวน์

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 มิ.ย. 63 14:23 น.

   ม.หอการค้าไทยเผย ดัชนีเชื่อมั่น พ.ค.63 อยู่ที่ 48.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 47.2 ด้านความเชื่อมั่นต่อศก.โดยรวม อยู่ที่ 40.2 แม้จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน แต่ยังต่ำในรอบ 21 ปี 7 เดือน ด้านศก.ไทย Q2 คาด -10% คงเป้าทั้งปีติดลบ 3.5-5%

   นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 48.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 47.2 ซึ่งฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 15 เดือน หลังจากผ่อนคลายเปิดธุรกิจในระยะที่ 1 และ 2 ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

   นอกจากนี้รัฐบาลยังออกมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งมาตรการด้านการเงินและการคลัง เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการโดยทั่วไป อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีความกังวลสูงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการว่างงานในอนาคต ที่เกิดจากผลกระทบเชิงลบจากไวรัสโควิด-19

   สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประกอบด้วย 1.รัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 1 และ 2 เพื่อให้กิจการห้างร้านต่างๆ ได้กลับมาเปิดดำเนินธุรกิจและประชาชนสามารถออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น

   2.รัฐบาลดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ

   3.คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เหลือ 0.50% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าประมาณการเดิม ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่าคาด และผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดทั่วโลกและอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มติดลบกว่าประเมินไว้

   4.การส่งออกของไทยในเดือนเม.ย. มีมูลค่า 18,948.22 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.12% ด้านนำเข้ามีมูลค่า 16,485.89 ล้านดอลลาร์ ลดลง 17.13% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 2,462.33 ล้านดอลลาร์ ทำให้ช่วง 4 เดือนแรกปี 63 ส่งออกรวมได้ 81,620.29 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.19%

   ด้านปัจจัยลบต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประกอบด้วย 1.ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

   2.สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ติดลบ 1.8% ซึ่งติดลบครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 57 รวมถึงการปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ โดยคาดว่าจะติดลบ 5-6% ซึ่งมีค่ากลางติดลบ 5.5%

   3.รัฐบาลขยายเวลาการใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อบริหารจัดการและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

   4.ราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวในระดับต่ำ ยกเว้นข้าว ส่งผลให้รายได้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดยังขยายตัวไม่มากนัก

   5.ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสงครามการค้าในระดับโลก ที่ความขัดแย้งเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้งระหว่างสหรัฐ-จีน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลก และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

   6.ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเพิ่มขึ้น
 
   7.เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจาก 32.63 บาทต่อดอลลาร์ ณ เดือนเม.ย. เป็น 32.03 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือน พ.ค. เป็นผลจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ยังสะท้อนว่ามีเงินทุนจากต่างประเทศสุทธิไหลออกจากประเทศไทย

   ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม พ.ค. อยู่ที่ 40.2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 259 เดือน หรือ 21 ปี 7 เดือน นับตั้งแต่พ.ย. 41 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 39.2 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต (ในอีก 6 เดือนข้างหน้า) ของเดือนพ.ค. ปรับดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน นับตั้งแต่มี.ค. 62 โดยปรับดีขึ้นจากระดับ 51.4 มาอยู่ที่ 52.6 แต่ยังอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ทำการสำรวจในรอบ 21 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่ต.ค.41

   นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/63 โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 หรือ พ.ค. นี้ถือว่าจุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะติดลบประมาณ 10% ขณะที่ทั้งปียังคงประมาณการไว้ที่ติดลบ 3.5-5%

   “ภายใต้การมองการฟื้นตัวนั้น ภายใต้สมมติฐานคือ ไม่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะที่ 2 ไม่มีควาเสี่ยงทางการเมืองในเรื่องต่างๆ เป็นต้น”นายธนวรรธน์ กล่าว

   สำหรับข้อเสนอแนะ ในช่วงไตรมาส 3/63 รัฐบาลควรอีดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 200,000 ล้านบาท โดยเน้นการส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่เป็นหลัก รวมถึงให้รัฐบาลช่วยผลักดันมาตรการซอฟท์โลน 500,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย

   “ไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด  ซึ่งมองว่า น่ากลัว เพราะระดับราคาสินค้าอยู่ในระดับต่ำ หรือขายสินค้าไม่ได้ เพราะคนชะลอการซื้อสินค้า ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของผู้ประกอบการตึงตัวไปด้วย”นายธนวรรธน์ กล่าว

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด