ข่าวหุ้นล่าสุด

JWD มั่นใจรายได้ปีนี้โต 15% ทะลุ 6 พันลบ. - จ่อปิดดีลธุรกิจช่วง Q4/65

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ก.ย. 65 10:19 น.

  JWD มั่นใจผลงานครึ่งปีหลังโตแกร่ง ดันรายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ลบ. โต 15% แย้ม Q4/65 จ่อปิดดีลอีกหนึ่งธุรกิจ ย้ำแผน 5 ปี (64-68) เชื่อรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท  

 

   นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปีนี้เติบโตแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่าปีนี้ทำรายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 15% จากปีก่อนได้ตามเป้าหมาย 

   สำหรับโดยภาพรวมการดำเนินงานเดือนก.ค.ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะเดือนส.ค.ที่ผ่านมาเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 เนื่องจากได้รับงานให้บริการโลจิสติกส์แก่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ส่งผลดีต่อรายได้และกำไรขั้นต้นของธุรกิจดังกล่าว ส่วนธุรกิจบริหารท่าเทียบเรือชายฝั่งขนส่งสินค้า (Barge Terminal) สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างเต็มที่และมีปริมาณงานเฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่าครึ่งปีแรก หลังจากปรับปรุงซ่อมแซมเครื่องจักรแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย

   ส่วนธุรกิจคลังสินค้า ได้แก่ คลังสินค้าทั่วไปภายในพื้นที่เขตปลอดอาการท่าเรือแหลมฉบัง ปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม และคลังสินค้าอันตรายคาดว่าจะมีรายได้สูงกว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ 

   ขณะเดียวกันได้ บริษัท ยังรับรู้รายได้จากคลังสินค้าห้องเย็นแห่งใหม่ที่ทยอยเปิดบริการ ได้แก่ คลังสินค้าห้องเย็น PACM ที่ร่วมทุนกับบริษัท เอ็ม เอ็ม พี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พื้นที่รวม 10,800 ตารางเมตร จัดเก็บสินค้าได้ 20,000 พาเล็ต ปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่เต็มหลังจากเปิดบริการเพียง 3-4 เดือน และคลังสินค้าห้องเย็น PACS จังหวัดสระบุรี ที่เปิดบริการเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 ที่ผ่านมา มีพื้นที่รวม 8,000 ตารางเมตร จัดเก็บสินค้าได้กว่า 11,000 พาเล็ต โดยติดตั้งระบบ Automated Storage & Retrieval System (ASRS) ในการจัดเก็บและบริหารสินค้า ช่วยลดการเพิ่มแรงงาน

   ส่วนธุรกิจห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า (Self-Storage) อยู่ระหว่างวางแผนขยายการลงทุนร่วมกับ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ และ Fuze Post (ฟิ้วซ์ โพสต์) ธุรกิจให้บริการขนส่งด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิที่บริษัทฯ ร่วมทุนกับไปรษณีย์ไทยและแฟลช เอ็กซ์เพรส คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ธุรกิจในต่างประเทศ เช่น ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสในประเทศไต้หวันสามารถทำกำไรในปีนี้อย่างต่อเนื่อง, ธุรกิจในกัมพูชาคาดว่าจะรับรู้รายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เป็นต้น  

   นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาธุรกิจ คาดว่ามีโอกาสจะปิดดีลได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะเดียวกันยังได้วางแผนรับมือผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยจะลงทุนรถขนส่งที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานไฟฟ้าเฟสแรก 10 คัน

   อย่างไรก็ตาม บริษัทมีเงื่อนไขปรับขึ้นค่าขนส่งกับคู่ค้าในกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดสูงขึ้น ส่วนนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทจ่ายค่าจ้างสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอัตราใหม่

   ด้านแผนขยายธุรกิจภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (ปี 64-68) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายรายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เติบโตกว่าเท่าตัว และเพิ่มอัตรากำไรสุทธิเป็น 15% ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามแผนงานที่วางไว้ภายใต้ 5 กลยุทธ์หลัก คือ

        1.การเข้าซื้อกิจการและขยายธุรกิจขนส่งสินค้า เพื่อก้าวเป็น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบ Multimodal Transportation หรือการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ เช่น การเข้าซื้อกิจการบริษัทวีเอ็นเอส ทรานสปอร์ต จำกัด (VNS) ในปีที่ผ่านมา  

   2.การขยายธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นในจังหวัดที่มีศักยภาพ

         3.การขยายธุรกิจต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นประเทศเวียดนาม กัมพูชาและอินโดนีเซีย ที่มีศักยภาพเติบโตสูง

         4.การขยายธุรกิจแบบ B2C (Business to Customer) ได้แก่ ธุรกิจห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า, ธุรกิจ Order Fulfillment (การจัดการคลังสินค้าออนไลน์) เพื่อตอบสนองการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ และการขยายธุรกิจ Last mile Delivery เพื่อให้บริการจัดส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปถึงผู้รับปลายทาง

   5.การขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุน ได้แก่ การร่วมทุนกับ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน “แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น” เพื่อขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมแบบครบวงจร ปัจจุบันได้ร่วมกันพัฒนาคลังสินค้าห้องเย็นและคลังสินค้าทั่วไปที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิในย่านบางนา กม.22 และวางแผนขยายการลงทุนโครงการใหม่อีก 2 แห่งในย่านบางนา กม.19 และรังสิต

   ทั้งนี้ มองว่าในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนจะแข่งขันกันที่ความหลากหลายของการให้บริการและความสามารถในการควบคุมต้นทุน ดังนั้นบริษัทฯ จะขยายธุรกิจและการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับ JWD เป็น Smart Green Logistics เช่น การลงทุนระบบโรโบติกส์ในธุรกิจคลังสินค้าและคลังสินค้าห้องเย็นเพื่อลดการเพิ่มแรงงานใหม่, การลงทุนด้านไอทีโซลูชั่นเพื่อจัดการข้อมูลระบบซัพพลายเชน, การลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

   “จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงศักยภาพการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับปัจจัยต่าง ๆ และการพัฒนาธุรกิจอยู่ตลอดเวลาและบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นเทรนด์การเติบโต กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ สอดคล้องกับ DNA ของบริษัท Think Everything Logistics ที่สื่อความหมายว่าทุกลมหายใจของพนักงานคือโลจิสติกส์ ภายใต้สโลแกนใหม่เพราะโลจิสติกส์ไม่ใช่แค่คิด แต่มันคือชีวิตของเรา” นายชวนินทร์ กล่าว

 

 

ลักษณะธุรกิจของ JWD
บริษัทดำเนินธุรกิจให้บริการทางด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรภายในภูมิภาคอาเซียน แบ่งธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท เชี่ยวชาญกลุ่มสินค้าที่ต้องการความชำนาญพิเศษในการบริหารจัดการ เช่น สินค้าอันตราย ยานยนต์และสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง เป็นต้น 2. กลุ่มธุรกิจอาหาร 3. กลุ่มธุรกิจไอทีโซลูชั่น 4. กลุ่มธุรกิจการลงทุน

 


เรียบเรียง  ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
                อีเมล์. pattraporn@efinancethai.com

อนุมัติ     สุรเมธี มณีสุโข 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

LATEST NEWS

ข่าวที่เกี่ยวข้องล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh