ข่าวหุ้นล่าสุด

ASPS มองศก.ไทยเสี่ยงเข้าภาวะถดถอย ลุ้น มี.ค.นี้ กนง.ลดดอกเบี้ยอีกรอบ

 

  ASPS ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือขยายตัว 1.6% และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังจีดีพีภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมเข้าภาวะถดถอยแล้ว และยังเผชิญปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอก พร้อมลุ้น กนง.รอบประชุม 25 มี.ค.นี้ ลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

  บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ระบุ ASPS เศรษฐกิจไทยปี 256 เศรษฐกิจขยายตัว 1.6%yoy (Consens คาดเฉลี่ย 2.4%) อย่างไร ก็ตามประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งไวรัส COVID-19 ยังแพร่กระจายและยืดเยื้อ ยาวนาน ส่วนในประเทศ มีงบประมาณที่เบิกจ่ายล่าช้ากระทบการลงทุนภาครัฐและเอกชน และภัยแล้งหนักสุดในรอบ 40 ปี ฝุ่น PM2.5 กระทบการบริโภค ซึ่ง ตั้งข้อสังเกตุก่อนหน้าคือ มีโอกาสที่ศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัว(Techinical Recession) คือภาวะที่ขนาด GDP ลดลงต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส คือ หดตัว %QoQ 2 ไตรมาสติดต่อกัน แม้ปัจจุบัน GDP Growth งวด 4Q62 ยังขยายตัว 0.2%qoq แต่ดังที่เคยนำเสนอใน Econ outlook ว่า GDP ฝั่งภาคการผลิต (Production-side GDP) มีบางอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว อาทิ ภาคเกษตร-ประมง, ไฟฟ้า, ก่อสร้าง รวมกันคิดราว 11.6% ของ GDP และมีอุตสาหกรรมที่เข้าข่าย Recession กล่าวคือ หดตัวไปแล้ว %QoQ 1 ไตรมาส คือ กลุ่มการเงิน และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ราว 16% ของ GDP

  ทั้งนี้ ASPS พิจาณาข้อมูลจากในอดีต พบว่า GDP Growth ไทยเคยเกิด Recession ราว 3 ครัง้ คือ ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เกิดจากไทย , วิกฤตซัพไพรม์ปี 2561 เกิดจากภาคอสังหาสหรัฐ และวิกฤตการเมือง ปี 2556 พบว่า GDP Growth หดตัว %QoQ 2 ไตรมาสติดต่อกัน และหดตัว %yoy ในช่วงเดียวกัน Recession ที่เกิดขึ้นในไทยตั้งแต่ในอดีต

  และเป็นที่สังเกตว่าทุกครั้งที่ก่อนจะเกิด Recession ของไทย จะเห็นได้ว่า กนง. จะมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงก่อนทุกครั้ง เช่น วิกฤตซัพไพร์ม พบว่า GDP Growth หดตัว 4Q51 %QoQ ทำให้ ธ.ค.51 กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง จาก 3.75% เหลือ 2.75% และ ม.ค.52-เม.ย.52 กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายติดต่อกันรวม 3 ครัง้ ลงจาก 2.75% เหลือ 1.25%

  อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ยังไม่ Recession ดังกล่าว และโดยสถิติในอดีต พบว่า กนง. มักจะไม่ลดดอกเบี้ยต่อเนื่องกัน โดยมักจะเว้นช่วงประมาณ 1-6 เดือน ก่อนลดครั้งถัดไปเสมอ แต่เชื่อว่าในการประชุม กนง. 25 มี.ค. 2563 กนง. จำเป็นที่จะต้องมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ราว 0.25% อยู่ที่ 0.75% ใน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

  ขณะที่ความกังวลประเด็นโรค COVID-19 ขยายวงกว้างไปในประเทศอื่นๆ และกินระยะเวลานานกว่าที่ตลาดคาดกดดันภาพเศรษฐกิจโลกมีโอกาสชะลอลง สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเกิด Technical Recession หากย้อนไปดูในอดีต พบว่า ช่วงเวลาที่เกิดการหดตัวของเศรษฐกิจติดต่อกันเกิน 2 ไตรมาส คือปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2551 วิกฤตซับไพร์ม และ ปี 2556 ประเด็นการเมืองร้อนแรง มีการประกาศยกเลิก QE กดดัน Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้น ส่งผลให้ SET Index ปรับฐานแรง 

  อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ Valuation ปัจจุบัน โดยพิจารณาผ่าน Market Earning Yield Gap ภายใต้EPS63 ในระดับต่างๆ 86.17 บาท/หุ้น พร้อมกับใช้ Bond Yield 1 ปี ณ ปัจจุบัน ที่ 0.93% จะได้ Market Earning Yield Gap ในช่วง 5.20 % ถือว่ากว้างมากเที่ยบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4.28% และอยู่ในระดับเดียวกันกับตอนเศรษฐกิจถดถอยในปี 2556

  ดังนั้นคาดว่า SET Index ยังมีโอกาสฟื้นได้เร็วขึ้นเหมือนอดีต หากเหตุการณ์ต่างๆผ่อนคลายลงรวมถึงเวลาเกิดผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผิดปกติ มีโอกาสที่ทางกนง.จะใช้มาตรการทางการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง ช่วยหนุนดัชนีอีกแรง

  กลยุทธ์การลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ธีม คือ

  - หุ้นปันผลสูง น่าจะเป็นเป้าหมายอันดับแรกๆของ Fund Flow ยามดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ แนะนำ MCS, PYLON, DIF

  - หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรเติบโตได้โดดเด่นเหนือตลาด แนะนำ CPF, CPALL

 

 


เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด