ข่าวหุ้นล่าสุด

`แอสเสท เวิรด์ฯ(AWC)`เคาะไอพีโอ 6 บาท/หุ้น เปิดจอง 25 ก.ย.-3 ต.ค.62

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 ก.ย. 62 16:23 น.

  นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยในงานแถลง "การเสนอขายหุ้นสามัญ" ระบุ เคาะราคาขายไอพีโอ 8 พันล้านหุ้น ที่ราคา 6.00 บาท/หุ้น พร้อมเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อหุ้น 25-27 ก.ย.นี้ และผู้ลงทุนสถาบัน จองซื้อ 1-3 ต.ค.นี้ หวังนำเงินพัฒนาโครงการ-ซื้อกิจการ-ชำระคืนเงินกู้ยืม โดยมีสาระสำคัญดังนี่
  
  - บริษัทได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 8,000 ล้านหุ้น แบ่งเป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 22.47% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้ และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย

  - บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมีผู้ร่วมจัดจำหน่าย คือ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท หลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดจองซื้อหุ้นสามัญให้แก่นักลงทุนประเภทบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ได้ในวันที่ 25-27 ก.ย. 62 และผู้ลงทุนสถาบัน (รวมถึงผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ และผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมในต่างประเทศ ในวันที่ 1 ต.ค.62 คาดว่าหุ้นสามัญของบริษัทจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงต้นเดือน ต.ค.62

  - ขณะนี้มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและในต่างประเทศประเภท Cornerstone Investor จำนวน 13 ราย ได้แก่ บลจ.บัวหลวง บลจ.กรุงไทย บลจ.กสิกรไทย บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.ธนชาต บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต Affin Hwang Asset Management Berhad, Maitri Asset Management และ GIC Private Limited ได้ตกลงจองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ที่เสนอขายครั้งนี้ เป็นจำนวนรวม 3,454,000,000 หุ้น หรือ ประมาณ 50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น การแสดงความสนใจและ เข้าทำสัญญาลงทุนในหุ้นของนักลงทุนสถาบันชนนำประเภท Cornerstone Investor ทั้ง 13 แห่งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐาน และ ศักยภาพในการเจริญเติบโตของ บริษัท

  - AWC ประกอบธุรกิจพัฒนาและ บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน (Freehold) ถึง 90% แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่ง AWC เป็นเจ้าของโรงแรมระดับ Midscale ขึ้นไปรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) ครอบคลุมทั้งในส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ทั้งแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวอย่างเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์และคอมมูนิตี้มาร์เก็ต ภายใต้แบรนด์เกทเวย์ พันธุ์ทิพย์ และตะวันนา นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารสำนักงานแบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ระดับเกรดเอ เมื่อพิจารณาจากพื้นที่เช่าสุทธิ

  "บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อได้เปรียบที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ecosystem ของ TCC Group ที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และ เพิ่มมูลค่าของเงินทุนในระยะยาว มีแผนจะเข้าลงทุนในกิจการเจ้าของทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 14 โครงการ ใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อซื้อ และ พัฒนากิจการ"

  - สำหรับโครงการเด่น ๆ อาทิ โครงการที่เปิดดำเนินการแล้วอย่าง โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ (Bangkok Marriott Hotel The Surawongse) ซึ่งมีศักยภาพสูงจากการเปรียบเทียบข้อมูลทางการเงินกับข้อมูลของกลุ่มคู่แข่ง แม้โรงแรมจะเพิ่งเปิดดำเนินการในเดือนเมษายน 61 และอยู่ในระยะเวลาการดำเนินการช่วงเริ่มต้น (Ramp-up) โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์สปา (Hua Hin Marriott Resort & Spa) โรงแรมภูเก็ต แมริออท รีสอร์ทแอนด์สปา ในยางบีช (Phuket Marriott Resort and Spa, Nai Yang Beach) และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรสส์ กรุงเทพ สาทร (Holiday Inn Express Bangkok Sathorn) นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแบรนด์สากล อาทิ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง (Imperial Mae Ping Hotel) โรงแรมแกรนด์ โซเล่ (Grand Sole Hotel) โรงแรม พรพิงค์ ทาวเวอร์ (Pornping Tower Hotel) (ซึ่งจะมีการเปลี่ยนเป็นแบรนด์ Melia) อีกทั้งยังมีโครงการโรงแรมที่จะพัฒนาใหม่ อาทิ โรงแรมเจริญกรุง 93 (Charoenkrung 93) ที่จะจับกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจและนักท่องเที่ยว โรงแรมอีสต์ เอเชีย (East Asia Hotel) โรงแรมหรูหราในย่านเก่าแก่บนอาคารคลาสสิคกว่า 100 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา (Banyan Tree Jomtien Pattaya) โครงการในพัทยา ประเภทมิกซ์ยูส ที่ครอบคลุมทั้งในส่วนโรงแรม ค้าปลีก และกิจกรรมนันทนาการอีกมากมาย รวมพื้นที่จัดประชุมและงานอีเวนท์ขนาดใหญ่บนหาดพัทยา ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะทยอยเปิดให้ดำเนินการระหว่างปี 64 – 67

  - โครงการในอนาคต กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) บริษัทมีแผนในการพัฒนาและ ปรับปรุงโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส อันประกอบด้วย โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ส่วนต่อขยาย (เฟส 2) โรงแรมแบงค็อกแมริออท ดิ เอเชียทีค (Bangkok Marriott The Asiatique) และโรงแรมเจริญกรุง 93 ทั้งนี้ การปรับปรุง และ พัฒนาโครงการต่างๆ ของ AWC มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยบริษัทยังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส หรือ รูปแบบอื่นๆ และ มีแผนเพิ่มทางเลือกด้านความบันเทิง และ สันทนาการรูปแบบใหม่ให้กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้พื้นที่ของโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  - ภายหลังการเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว AWC จะมีโครงการในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ จากปัจจุบันที่มีโครงการ 14 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง และ รวมโครงการอีก 4 แห่ง ตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 62 และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หรือ มีแผนการพัฒนาจำนวน 13 แห่ง เป็นโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หรือแผนในการพัฒนา 11 แห่ง และ โครงการอสังหาริมทรัพย์ Mixed-use อีก 2 แห่ง ซึ่งภายใน 5 ปีข้างหน้า AWC จะมีห้องพักโรงแรมรวม 8,506 ห้อง ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail และ Wholesale) บริษัทจะมีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 415,481 ตารางเมตร จากโครงการทั้งหมด 11 โครงการ โดยมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 โครงการ ซึ่งรวม 1 โครงการที่บริษัทได้ทำข้อบันทึกตกลงสัญญาว่าจ้างบริหารเกทเวย์ เอกมัย และ เพื่อพิจารณาเข้าลงทุนในโครงการเกทเวย์ เอกมัย ปี 62 และ อีก 2 โครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา และ ปรับปรุง และ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และ ทดสอบความพร้อมตาง ๆ (Test Run) พร้อมกับเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานอีก 4 แห่ง ด้วยพื้นที่เช่าสุทธิรวม 270,594 ตารางเมตร

  - บริษัทมีสัดส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน ในปี 61 แบ่งเป็น52% กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และ 48% ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 62 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 62 บริษัทมีรายได้ และ กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 1 จาก 2 กลุ่มธุรกิจหลักเป็นจำนวน 6,442 ล้านบาท และ 3,114 ล้านบาท ตามลำดับ

  นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์การระดมทุนของ AWC จะนำเงินไปใช้ในการเข้าซื้อกิจการ และ ปรับปรุงทรัพย์สินในกลุ่มธุรกิจโรงแรม และ การบริการ จำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวมราว 2.5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โรงแรม 4 แห่งที่เปิดดำเนินการอยู่ และโรงแรมอีก 8 แห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งจะเป็นโครงการใหม่ๆที่เข้ามาเพิ่มในพอร์ตของ AWC หลังระดมทุนขาย IPO พร้อมกับใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร ซึ่ง ณ สิ้นปี 61 บริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 2.5 เท่า ซึ่งบริษัทจะทำให้โครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่ง และ ลดระดับหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

  "การที่ Cornerstone Investor จำนวน 13 ราย ได้ตกลงจองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่เสนอขายครั้งนี้ เป็นจำนวนรวม 3,454,000,000 หุ้น หรือ ราว 50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ ซึ่งการแสดงความสนใจ และ เข้าทำสัญญาลงทุนในครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐาน และศักยภาพในการเจริญเติบโตของ AWC แม้ว่าจะมีจะมีหุ้นที่เป็น Green Shoes จำนวน 1,043 ล้านหุ้น แต่เป็นหุ้นที่รองรับไว้ในกรณีที่ราคา IPO ของ AWC ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของภาวะตลาดหุ้นในช่วงนั้นๆ ภายใน 30 วัน หลังเข้าซื้อขาย โดยการเข้าตลาดครั้งนี้นับว่าเป็นหุ้น IPO ใหญ่ที่สุดในปีนี้ และ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลังเข้าตลาดจะทำให้เป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ที่สุดในตลาดที่ 115,000 ล้านบาท จากปัจจุบัน 92,000 ล้านบาท"

 

 

 

 




รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด