ข่าวหุ้นล่าสุด

โบรกฯ คาดกำไรกลุ่มแบงก์ Q4/63 ฟื้น รับตั้งสำรองลด-ค่าฟี เพิ่ม

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 พ.ย. 63 11:10 น.

  โบรกฯ คาดกำไรกลุ่มแบงก์ไตรมาส 4/63 ฟื้นตัว หลังตั้งสำรองลดลง - รายได้มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น รับกังวล NPL พุ่ง เหตุหมดมาตรการพักชำระหนี้เฟส 1 แนะลงทุน "BBL-KKP"

  บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/63 ของหุ้นกลุ่มแบงก์ โดยภาพรวมเห็นการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/63 หลังทั้ง 7 ธนาคารได้ผ่านการตั้งสำรองก้อนใหญ่ไปแล้วในไตรมาส 2/63 หรือ ไตรมาส 3/63 ส่งผล ให้ระดับค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ(Coverage Ratio) ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับที่แข็งแรงมากขึ้น

  นอกจากนี้ คาดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีโอกาสกลับมาเติบโต หนุนด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมการขายประกัน และ ค่าธรรมเนียมขายหน่วยลงทุน ที่ปรับตัวดีขึ้นสอดรับกับกิจกรรมผ่านสาขาที่เพิ่มขึ้น และ บรรยากาศของเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นบวกมากขึ้น รวมทั้งภาวะตลาดทุนที่ฟื้นตัว คาดทำให้แบงก์มีกำไรจากการตีมูลค่าของสินทรัพย์ทางการเงินผ่านงบกำไรขาดทุน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/63

  ขณะที่ปัจจัยที่ยังต้องติดตาม คือ ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) ที่แม้จะชะลอความแรงในการปรับตัวลง แต่ด้วย Asset Yield ที่มีโอกาสปรับลงต่อ จากการที่ลูกหนี้เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ในเฟส 2 จึงทำให้การฟื้นตัวของ NIM อาจ ต้องใช้เวลานานขึ้น

  สำหรับแนวโน้มหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL)ของแบงก์ไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้มองว่ามีโอกาสที่จะปรับขึ้นหลังครบกำหนดพักชำระหนี้ และ ลูกหนี้บางส่วนต้องกลับมาชำระหนี้ตามปกติ แต่คาดการขยับขึ้นจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังอยู่ระหว่าง การผ่อนผันทางบัญชีตามประกาศของ ธปท. (มาตรการมีผลถึงสิ้นปี 64) ทำให้ลูกหนี้ที่ยังอยู่ในโครงการช่วยเหลือทางการเงินในเฟส 1 และ 2 จะถูกจัดเป็นหนี้ Stage 1 หรือ Stage 2 ตามชั้นลูกหนี้เดิม

  และ หากมีการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารสามารถจัดชั้น ลูกหนี้จาก Stage 2 กลับไปเป็น Stage 1 ได้ และ ลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงอย่างร้านอาหารและโรงแรม ยังได้รับการพักชำระหนี้ต่อได้ตามมาตรการ ธปท. ที่ประกาศเมื่อวันที่ 16 ต.ค.

  โดยพิจารณาต่ออายุการพักชำระหนี้ได้ต่อไปอีกไม่เกิน 6 เดือน นับจากสิ้นปี 63 โดยธนาคารต้องมีการติดต่อพูดคุยกับลูกหนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ ดังนั้นกลุ่มที่จะไหลตกชั้นเป็นหนี้เสียในช่วง 1-3 ไตรมาสนี้จะเป็นเฉพาะกลุ่มที่ธนาคารไม่สามารถติดต่อได้ หรือ เป็นกลุ่มที่ไม่มีศักยภาพจะฟื้นตัว แม้ภาวะเศรษฐกิจกลับเป็นปกติ ซึ่งคาดว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก

  อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมามีประเด็นที่น่าสนใจ คือ วันที่ 12 พ.ย. 63 ธปท. ออกประกาศแนวทางการจ่ายปันผลของแบงก์ไทย โดยให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานในปี 63 ได้ไม่เกินอัตราที่จ่ายในปี 62 และ ไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิในปี 63 หลังผลการทดสอบ Stress Test ในช่วง 3 ปีข้างหน้าออกมาน่าพอใจ และ แสดงความเชื่อมั่นในระดับของ Tier 1, BIS Ratio, Coverage Ratio รวมถึงอัตราส่วนอื่นๆ อย่าง LCR Ratio ของธนาคารไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงขาลงของเศรษฐกิจได้

  โดยล่าสุดสินเชื่อธนาคารเดือน ต.ค. เริ่มเห็นการปรับตัวลงของยอดเงินให้สินเชื่อ -0.8% เมื่อเทียบจากเดือนก่อนหน้า(MoM) ซึ่งหลักเกิดจากการครบกำหนดอายุของโครงการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับผู้ที่ได้รับกระทบจาก COVID-19 ทั้งในส่วนของลูกหนี้รายย่อย (บ้านและรถ) ที่ครบกำหนดในเดือน ก.ย. และ ลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ครบกำหนดในช่วงปลายเดือน ต.ค. ส่งผลให้ยอดการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ที่เลือกจะไม่เข้าโครงการพักชำระหนี้ต่อในเฟส 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้สินเชื่อของกลุ่มแบงก์ใหญ่ -0.9% MoM และ สินเชื่อแบงก์ขนาดกลางขนาดเล็ก -0.3% MoM

  พบ KBANK มีอัตราโตของสินเชื่อ +0.6% MoM ขณะที่ธนาคารใหญ่รายอื่นมียอดสินเชื่อปรับตัวลงราว 2% MoM สะท้อนว่า ทางธนาคารยังมีการให้สินเชื่อกับกลุ่มลูกหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในลูกค้าในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ และ เอสเอ็มอี ที่มีความต้องการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องเพื่อกลับมาเร่งขยายธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว ส่วน KTB ยอดสินเชื่อ -2.1% MoM หลักๆ เป็นผลจากการเข้าสู่ฤดูการชำระคืนหนี้ของกลุ่มลูกหนี้โครงการภาครัฐ หลังได้รับเงินงบประมาณทำให้ยอดการกู้ยืมลดลงชั่วคราว

  ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักลงทุน “มากกว่าตลาด” ต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร หลังได้รับการปลด Overhang ในเรื่องการจ่ายเงินปันผลประจำปี และ ผลการทดสอบ Stress Test ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาจาก ธปท. สะท้อนความแข็งแรงของธนาคารไทยได้ดี โดยจากผลของการเพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อ และ การรักษาระดับเงินกองทุนที่เข้มงวด ส่งผลให้สถานะของธนาคารไทยไม่ได้แย่เหมือนกับปี 40

  และ มองว่า ธนาคารไทยไม่ควรที่จะซื้อขายด้วยระดับ PBV ที่ Deep Discounted เหมือน 2-3 เดือนก่อน จึงพิจารณาปรับเพิ่มสมมุติฐานในการประมาณค่า Prospective PBV ขึ้น ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานของ SCB เพิ่มขึ้นจาก 83.50 บาท เป็น 105 บาท , KBANK เพิ่มขึ้นจาก 100.50 บาท เป็น 128 บาท , KTB เพิ่มขึ้นจาก 10.80 บาท เป็น 11.20 บาท , BBL เพิ่มขึ้นจาก 122.75 บาท เป็น 151 บาท ,TMB เพิ่มขึ้นจาก 1.16 บาท เป็น 1.29 บาท , TISCO เพิ่มขึ้นจาก 86 บาท เป็น 90.50 บาท และ KKP เพิ่มขึ้นจาก 48 บาท เป็น 60 บาท

  โดยแนะนำ BBL(ราคาเป้าหมาย 151 บาท) เป็น Top Pick ของกลุ่ม ซึ่งคาดกำไรฟื้นตัวได้ดีเทียบกับธนาคารใหญ่อื่นๆ หนุนด้วยรวมงบของ Permata เข้ามาเต็มปีเป็นครั้งแรก , ฐานกำไรปี 63 ที่ต่ำจากการเร่งตั้งสำรองก้อนใหญ่ และ บันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ Permata ล่วงหน้า และ พอร์ตสินเชื่อมีความเสี่ยงน้อยกว่ากลุ่ม เนื่องจากมีสัดส่วนลูกหนี้เอสเอ็มอี และ รายย่อยต่ำ

  ส่วนแบงก์ขนาดกลาง/เล็ก แนะนำ KKP (ราคาเป้าหมาย 60 บาท) มีปัจจัยบวกจากรายได้ค่าธรรมเนียมฝั่งตลาดทุนที่จะปรับตัวดี ขึ้น หลัง IPO ดีลใหญ่เลื่อนไปเป็นปี 64 และ คาดพอร์ตสินเชื่อยังเติบโตได้ดีสอดคล้องกับยอดขายยานยนต์ในประเทศที่ดีขึ้น และ มีปัจจัยบวกจากการจ่ายเงินปันผลภายใต้ข้อกำหนดของ ธปท. ที่โดดเด่นกว่ากลุ่ม และ คาดปันผลปี 63 ที่ 6.9% 

 

 

 


เรียบเรียง  จำเนียร พรทวีทรัพย์ 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด