ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
รายงานพิเศษ : บิตคอยน์ยังไม่วาย! กูรูส่องตลาด Crypto ครึ่งปีหลัง 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -7 ส.ค. 63 14:36 น.

 

          บิตคอยน์ แรลลี่ตลอด ก.ค.-ส.ค. หลายปัจจัยบวกหนุน ทั้งความเชื่อมั่นดอลลาร์ลด ,DeFi บูม และอานิสงส์ Bitcoin Halving ดันราคาบิตคอยน์พุ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี 12,000 ดอลลาร์ กูรูส่องเทรนด์ตลาด Crypto ครึ่งหลังปีนี้ยังไปต่อ มองผู้ให้บริการเทรดคริปโทฯ หน้าใหม่เริ่มลงสนามดีต่อผู้ใช้งาน เดินหน้าขยายโพรดักส์ - เพิ่มคน แนะจับตาเทรนด์ต่อไปถัดจาก DeFi คือ STO ขณะที่อนาคตอาจเห็น Exchange ควบรวมกัน

 

***ตลาด Crypto สดใส-หลายปัจจัยหนุน DeFi,ดอลลาร์สั่นคลอน

          “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ซีอีโอกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (Bitkub) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงนี้มีความคึกคักมาก คาดว่ามาจาก 4 ปัจจัยที่สำคัญคือ 1.กระแสนิยมในบริการทางการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Decentralized Finance:DeFi) 2.ความเชื่อมั่นในตลาดมีมากขึ้น หลังหน่วยงานกำกับในสหรัฐอนุญาตให้ธนาคารสามารถให้บริการรับฝากทรัพย์สินคริปโทฯ ได้
          3.ซัพพลายของบิตคอยน์ ที่จะออกสู่ตลาดน้อยลงครึ่งหนึ่งผลจากการลดครึ่งรางวัลของบิตคอยน์ (Bitcoin Halving) และ 4.การที่คนเริ่มไม่เชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ ทำให้กระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งบิตคอยน์ ทองคำ และตลาดหุ้น


          “พลากร ยอดชมญาณ” ซีอีโอ บริษัท ซาโตชิ จำกัด (KULAP) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ทิศทางตลาดคริปโทฯ ในครึ่งปีหลังกำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น คาดเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก เรื่องแรกคือราคาบิตคอยน์ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้วเมื่อกลางเดือนมีนาคม หรือเหตุการณ์ “Black Thursday” เรื่องที่สองคือ การมาของกระแส DeFi เป็นระบบการเงินแบบใหม่ นับเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่ทำให้นักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นในตลาดคริปโทฯ


          “เอกลาภ ยิ้มวิไล” ซีอีโอ บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด (Zipmex) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่าในครึ่งปีหลังน่าจะมีคนเข้ามาสนใจตลาดคริปโทฯ มากขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยกระตุ้นจากการที่มีเงินของรัฐบาลพิมพ์ออกมามากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเม็ดเงินนั้นส่งถึงมือประชาชนแล้วนำไปสู่การใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ และส่วนหนึ่งถูกนำมาลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนทั้งในตลาดทองคำและตลาดคริปโทฯ สะท้อนจากราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะ 30,000 บาทต่อบาททองคำ และบิตคอยน์ก็ขึ้นมาถึงประมาณ 350,000 บาท หรือขึ้นมาประมาณ 15% จากเกือบสองสัปดาห์ก่อน
          “จะเริ่มเห็นว่ามีคนสนใจตรงนี้มากขึ้น ดังนั้น ผมเชื่อว่าตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีนี้จนถึงปีหน้า น่าจะเป็นช่วงขาขึ้นของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล” เอกลาภ กล่าว


           “ปรมินทร์ อินโสม” ซีอีโอ บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Satang) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย”ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดคริปโทฯ ปัจจุบัน คือกระแสความนิยมในระบบ DeFI เกิดการเข้ามาลงทุนตามกระแส เพื่อหวังผลตอบทนที่สูงมาก แต่เชื่อว่าในที่สุดทุกอย่างจะกลับสู่พื้นฐานว่า DeFi แต่ละเหรียญมี Business Model ที่จะทำกำไรให้กับคนถือเหรียญจริงๆ มากน้อยแคไหน นอกเหนือจากการเก็งกำไร
          “ตอนนี้ผมมองว่าเป็นการใช้ดีมานด์ในลักษณะที่เป็นการเทรดมากกว่า เพราะมันตอบโจทย์กรณีคนไปเล่นมาร์จิ้นแล้วมั่นใจว่าทำกำไรได้แน่ๆ หรือเทรดแบบ Spot และทำกำไรได้แน่ๆ หรือไปหาลูกค้าที่ไม่ได้รู้จักหรือคุ้นเคยกับระบบ DeFi แล้วมาขอกู้ด้วยดอกเบี้ยที่มากกว่า DeFi คนก็กู้ออกไปแล้วไปปล่อยกู้ต่อแบบนี้นะ ในมุมมองผมมองว่ามันจะทำแบบนี้แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คือช่วงที่คนยังไม่เข้าใจ หลังจากนั้น คนก็มองหาที่จะมาใช้บริการ DeFi โดยตรงเอง และโดยกลไกของ DeFi มันก็จะทำให้ผลตอบแทนเริ่มกลับมาปกติไม่ได้สูงเหมือนช่วงนี้ที่กระแสมาแรงมาก”

 

*** โลกการเงินไร้ศูนย์กลาง (DeFi) หนึ่งในปัจจัยกระตุ้นตลาดช่วงนี้

           
          “เอกลาภ” จาก Zipmex มองว่า แนวโน้มของ DeFi เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกับช่วงต้นปี 2560 ที่เป็นเทรนด์ของ ICO และกระแสของ DeFi น่าจะช่วงเริ่มต้นเท่านั้นแล้วก็จะมีผล กระทบต่อตลาดคริปโทฯ ในทิศทางบวก และเชื่อว่ากระแส DeFi แม้จะบูมมากจนคล้ายกับยุคที่ ICO เฟื่องฟู แต่ DeFi ยังมีพื้นฐานที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับกระแสของ ICO
          “เพราะฉะนั้นผมว่าเทรนด์ DeFi ยังจะเติบโตต่อไปและก็มีโปรเจกต์ใหม่ ๆ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสามารถผลักดันตัว DeFi ไปได้ไกลมาก จนถึงขั้นที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ Traditional financial market และ Traditional lending market ด้วยซ้ำ” เอกลาภ ระบุ


          “ศักดา เกตุแก้ว” ซีอีโอ บริษัทหั่วปี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Huobi) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า DeFi เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งที่ต้องจับตามองอย่างตั้งใจ เนื่องจากจะเป็นการทำงานโดยไร้ตัวกลาง ทุกคนจะเอาความเชื่อใจฝากไว้กับโค้ดคอมพิวเตอร์ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตัวระบบสามารถไว้ใจได้มากในระดับนึง แต่ก็ยังคงต้องระวังช่องโหว่ ที่ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีทำการโจมตีได้ ที่ผ่านมาก็จะเห็นการโจมตีเรื่องจุดอ่อนของระบบอยู่เนืองๆ แต่ก็มีการพัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา
          “ส่วนตัวเห็นว่า DeFi เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ไม่สามารถมองข้ามได้ แต่จะเติบโตได้เท่าไรนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นกับระเบียบของแต่ละประเทศ เนื่องจาก DeFi ไร้การตรวจสอบตัวตน ดังนั้นก็อาจเป็นช่องทางในการกระทำความผิดของเหล่าอาชญากรได้” ศักดา ระบุ


          ด้าน “พลากร” จาก KULAP เผยว่า ในเวลานี้กระแส DeFi มีผลบวกต่อตลาดคริปโทฯ เป็นอยากมาก ปัจจุบันมีสินทรัพย์ดิจิทัลที่ค้ำประกันไว้กับระบบของ DeFi มากกว่า 138,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน ยังมีสินทรัพย์ดิจิทัลค้ำประกันในระบบ DeFi อยู่เพียง 30,000 ล้านบาทเท่านั้น การเติบโตที่รวดเร็วนี้ทำให้ผู้คนมากมายต่างหันมาให้ความสนใจ รวมถึงนักลงทุนหน้าใหม่ก็เข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้นทำให้ตลาดคริปโทฯ ในเวลานี้คึกคักเป็นอย่างมาก


          เช่นเดียวกับ “กวิน พงษ์พันธ์เดชา” ซีอีโอ บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (Bitazza) กล่าวว่า DeFi เป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในวงการคริปโทฯ ในช่วง 1-2 เดือนนี้ เนื่องจากมีผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ DeFi อย่างมีนัยสำคัญ โดยสินทรัพย์ที่ถูกนำมาใช้งานมีปริมาณกว่า 4.32 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเวลาอันสั้น นักลงทุนจึงมองว่านี่คือหลักฐานการใช้งานบล็อกเชน และสัญญาอัจฉริยะที่เหมาะสมและชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา ต่างจากในปี 2561 ที่บล็อกเชนถูกนำมาใช้งานเพื่อระดมทุนอย่างเดียว 

          ปัจจุบัน ผู้ใช้งานสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อปล่อยกู้ แลกเปลี่ยนแบบกระเป๋าสู่กระเป๋าโดยไม่ผ่านคนกลาง ซื้อขายอนุพันธ์ผ่านสัญญาอัจฉริยะ หรือแม้กระทั่งออกกองทุนที่ผู้ลงทุนสามารถได้รับดอกเบี้ยพร้อมกับมีระบบช่วยปรับพอร์ตแบบอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้ นักลงทุนสามารถใช้บริการสัญญาอัจฉริยะได้อย่างเสรี ไร้พรมแดน และได้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนแบบดั้งเดิม ตลาดคริปโทฯ จึงเริ่มกลับมาคึกคัก และทำกำไรให้นักลงทุนได้อย่างมหาศาล

 

*** มองเทรนด์ใหม่ต่อจาก DeFi คือ STO

 

        “ปรมินทร์” จาก Satang กล่าวว่า กระแส DeFi ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นเรื่องของการเก็งกำไรมากกว่าในเชิงพื้นฐาน อย่างเช่น การที่นักลงทุนฝากคริปโทเคอร์เรนซีเข้าไปแล้วมีคนมากู้คริปโทฯ ไปอีกทอดหนึ่ง แม้ดูแล้วโมเดลจะคล้ายๆ กับระบบการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แต่สำหรับในฝั่งของธนาคารนั้น คนกู้เงินไปใช้แล้วเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมกว่า ซึ่งต่างจากการกู้เงินในระบบ DeFi ซึ่งเป็นคริปโทฯ ที่ส่วนใหญ่ยังคงนำไปใช้ในลักษณะของการเทรดมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการเทรดแบบ margin หรือเทรดแบบ spot 
          ดังนั้น จึงเชื่อว่าในที่สุดแล้วทุกอย่างจะกลับสู่ที่พื้นฐานของการมี Business Model ที่ชัดเจน และเชื่อว่าเทรนด์ DeFi จะทำให้ Exchange ต้องมีการลิสต์เหรียญที่เกี่ยวกับ DeFi มากขึ้นตามเทรนด์ในตลาดโลก และอย่างของ Satang ก็มี 2 เหรียญคือ Chainlink (LINK) กับ Band Protocol (BAND) 
           เทรนด์ที่น่าสนใจในวงการคริปโทฯ ต่อจาก DeFi ตลาดเริ่มมองล่วงหน้าไปแล้วก็คือ STO (Security Token Offering) หรือ หรือรูปแบบการออก Token ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงและสินทรัพย์นั้นสร้างรายได้แล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับกฎหมายไทยอาจจะเรียกว่า Investment Token มองว่าภายในปีนี้น่าจะเห็น Investment Token เกิดขึ้นในไทยและก็เป็น เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก
          “ผมมองว่า DeFi เริ่มจะตกเทรนด์แล้ว ต่อไปคนน่าจะกลับมาที่ STO ต่อในโลกคริปโทฯ ถ้าคนกำลังเห่อสิ่งไหนอยู่ นั่นหมายความว่ามันกำลังจะตกเทรนด์ไปแล้ว เราต้องมองหาเทรนด์ใหม่ที่กำลังจะเกิด ผมเลยมองว่าต่อไปเทรนด์ STO จะตามมาทั้งในไทยและต่างประเทศ หลัง DeFi เริ่มคงที่แล้ว และคนเริ่มมองหา STO ที่พวกเขาจะลงทุนได้” ปรมินทร์ กล่าว  



***วอลุ่มเทรดตลาดคึกคัก "บิทคับ" สร้าง New All Time High


          “จิรายุส" จาก Bitkub กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดที่คึกคัก ส่งผลบวกให้มูลค่าการซื้อขายของ Bitkub สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาทต่อวัน และยังมากกว่าอดีตผู้ให้บริการอันดับ 1 อย่าง “Bx” เคยทำไว้สูงสุดราว 600 ล้านบาทต่อวัน ในช่วงที่บิตคอยน์ทำ All Time High ในปลายปี 2561 ส่วนปริมาณเงินบาทหมุนเวียนที่โอนเข้า-ถอนออกที่บิทคับอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อวัน และทรัพย์สินทั้งหมดของลูกค้าจำนวน 300,000 รายที่บิทคับดูแลอยู่ (ทั้งเงินบาทและคริปโทเคอร์เรนซี) มีมูลค่ารวม 4,000 ล้านบาทเช่นกัน


          “กวิน” จาก Bitazza กล่าวว่า วอลุ่มการซื้อขายที่เว็บ Bitazza โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12.9 ล้านบาทต่อวัน เติบโตจากยอดในช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้าประมาณ 48% และในครึ่งปีหลังบริษัทฯ จะมีการลิสต์เหรียญที่น่าสนใจ ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ


          “ศักดา” จาก Huobi กล่าวว่า วอลุ่มเทรดในช่วง 1-2 เดือนนี้เพิ่มขึ้นตามความผันผวนของเหรียญคริปโทฯ ช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นของเหรียญคริปโทฯ ประมาณ 30% ทำให้ปริมาณการเทรดเพิ่มขึ้นตามด้วย

 

***ผู้เล่นหน้าใหม่เริ่มลงสนาม ผู้ใช้งานได้ประโยชน์-อนาคตอาจเห็นควบรวม 


          “กวิน” จาก Bitazza กล่าวว่า การมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาดทำให้เกิดการแข่งขันถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะตลาดนี้ยังเติบโตได้อีกมาก นอกจากนี้ยังทำให้ผู้บริโภคได้ผลประโยชน์เพราะมีตัวเลือกมากขึ้น ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่เข้ามาในตลาด ได้ใบอนุญาตเป็นศูนย์ซื้อขายแต่บิทาซซ่าเป็นโบรกเกอร์ ซึ่งสามารถทำงานได้กับทุกค่าย และสามารถช่วยให้ลูกค้าซื้อขายบนศูนย์ซื้อขายหลายที่ได้ในที่เดียว นอกจากนี้ ยังสามารถพาลูกค้าไปลงทุนที่ต่างประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย จึงมองว่าการแข่งขันจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรม และช่วยให้วงการเติบโตขึ้น


          “จิรายุส" จาก Bitkub ยอมรับว่าการแข่งขันมากขึ้นก็จริง เพราะมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาด มีการแข่งขันกันจัดโปรโมชันต่างๆ แต่ไม่ได้กระทบบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากจำนวนยอดเงินฝากลูกค้าบิทคับ ที่ยังเพิ่มขึ้นนั่นหมายความว่า ลูกค้ายังคงใช้บริการที่เดิมโดยที่ไม่มีการโอนเงินออกเพื่อย้ายไปเทรดที่ค่ายอื่น


          “ศักดา” จาก Huobi กล่าวว่า การตลาดแข่งขันสูงมากเนื่องจากตลาดเทรดเหรียญคริปโตยังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดประเภทคล้ายกัน และขนาดตลาดในไทยโดยรวมยังถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดโลก การมีผู้เล่นเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เค้กยังก้อนเท่าเดิม จึงคาดว่าการแข่งขันน่าจะสูงขึ้นมาก แต่นั่นจะเป็นผลดีกับผู้ใช้งาน


          “ปรมินทร์” จาก Satang เชื่อว่า จากนี้ไปจะเห็นผู้ให้บริการ Exchange รายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแน่นอน แต่จำนวนผู้ใช้งานอาจไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเร็วนัก นั่นหมายความเค้กก้อนเท่าเดิมหรือใหญ่ขึ้นไม่มาก ดังนั้น จึงมองว่าในระยะยาว 4-5 ปีข้างหน้ารูปแบบของการแข่งขันจะเปลี่ยนไปสู่การควบรวมกิจการ คล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นมาแล้วในวงการธนาคารซึ่งจะทำให้เหลือผู้เล่นน้อยลง

 

***เดินหน้าขยายโพรดักส์ - เพิ่มคนรองรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโต 


          “กวิน” จาก Bitazza กล่าวถึงแผนงานในช่วงครึ่งปีหลังว่า บริษัทฯ ตั้งใจจะเพิ่มสภาพคล่องโดยการเชื่อมต่อกับศูนย์ซื้อขายที่หลากหลายขึ้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ในราคาที่ดีและมีสภาพคล่องสูงขึ้น บริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับร้านค้าที่ต้องการจะขายสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาเป็นเงินบาทได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการรับและถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล
          นอกจากนี้ บิทาซซ่า ได้เปิดบริการซื้อขายนอกกระดานแบบ Over-the-Counter (OTC) โดยลูกค้าสามารถซื้อขายได้ในปริมาณที่มากกว่าปกติ และมีพนักงานดูแลอย่างใกล้ชิด บิทาซซ่ายังเดินหน้าหาพันธมิตรในระดับสากลเพื่อต่อยอดบริการ

          “จิรายุส" จาก Bitkub เผยว่าเตรียมขยายทีมงานอีก 50 คน และคาดว่าปลายปีนี้จะมีพนักงานทั้งหมด 200 คน จากปัจจุบันอยู่ที่ 152 คน รองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มบิทคับ 

          “เอกลาภ” จาก Zipmex กล่าวว่า จะมีโพรดักส์ใหม่เพิ่มขึ้น และจะเป็น product ที่เป็น exclusive ที่มีบน Zipmex เพียงแค่ที่เดียว ในขณะเดียวกันเราก็กำลังดูพวกสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ในตลาดที่ตอนนี้คนกำลังให้ความสนใจและซื้อขายกันอยู่ โดยเฉพาะเหรียญที่เกี่ยวกับพวกกลุ่ม DeFi นะครับ

          “ศักดา” จาก Huobi กล่าวว่า กำลังอยู่ในระหว่าง Hearing เรื่องการทำ Leverage เพื่อที่จะสร้างเครื่องมือทางการเงินให้ผู้เทรดชาวไทยได้มีเครื่องมือทำกำไรได้ในสภาวะตลาดขาขึ้น หลังจากการทำ Hearing เสร็จก็จะนำเสนอต่อหน่วยงานกำกับเพื่อขออนุญาตปรับใช้ต่อไป

          ขณะที่ “พลากร” จาก KULAP กล่าวว่า KULAP เพิ่งได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เมื่อไม่นานเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 และอยู่ระหว่างการรอตรวจสอบระบบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ก่อนเปิดให้บริการแก่ประชาชนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มของ KULAP.io ในไตรมาส 4 ของปีนี้

 

 

 

 




รายงาน    ชัชชญา อังคุลี 
เรียบเรียง  ชัชชญา อังคุลี 
                อีเมล์. chatchaya@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด