ข่าวหุ้นล่าสุด

กนง.เผยศก.ไทยปีนี้มีแนวโน้มชะลอลง หวังพ.ร.ก. 5 แสนลบ.ช่วยกระตุ้น

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 ส.ค. 64 10:09 น.

  กนง. ชี้ ศก.ไทยปีนี้มีแนวโน้มชะลอลง หลังรัฐออกมาตรการคุมการระบาดโควิดเข้มงวด คาดปีนี้จีดีพีโตได้เพียง 0.7% ขณะที่ปี 65 คาดโต 3.7% หวังเม็ดเงินพ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ลบ. ช่วยพยุงกำลังซื้อ ระบุไทยยังมีความเสี่ยงจากโควิดระบาดทั้งใน-ตปท.รุนแรง หวั่นไวรัสกลายพันธุ์ลดประสิทธิภาพวัคซีน 

  รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 5/64 ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงมากจากมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ในประเทศ โดยคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 0.7% ในปีนี้ และปีหน้าคาดว่าจะขายยตัวได้ 3.7%

  โดยตัวเลขการประมาณการครั้งนี้ ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากขึ้นในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ขณะที่ตลาดแรงงานมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างในภาคบริการ และผู้ประกอบการอาชีพอิสระที่มีรายได้ลดลง

  อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก แนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับใหม่วงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนและลดทอยผลกระทบจากการระบาดระลอกล่าสุดได้ส่วนหนึ่ง และการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า แม้ภาคการผลิตและภาคส่งออกบางส่วนยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านอุปทาน เป็นต้น

  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเผชิญกับความเสี่ยง เช่น สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรง โดยเฉพาะการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิดที่ลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีน รวมถึงความล่าช้าในการกระจายวัคซีน ซึ่งอาจทำให้ปัญหาสาธารณสุขยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น

  นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก ฐานะทางการเงินของธุรกิจ โดยเฉพาะภาคบริการที่เปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดกิจการ และเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก และปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยเฉพาะผลกระทบจากการระบาดในโรงงานและขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราวที่คาดว่าจะคลี่คลายได้ในครึ่งแรกปี 65 อาจรุนแรงและยืดเยื้อ จนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยมากกว่าที่คาด

  โดยคณะกรรมการเห็นว่า โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน คือ การเร่งควบคุมการระบาดและป้องกันการระบาดของโรค โดยเฉพาะการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงทันการณ์ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้ และสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาฟื้นตัว

  ขณะที่มาตรการการคลัง ควรเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น โดยดูแลการจ้างงานและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและทันการณ์ ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจปรับเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องและสูงกว่าเพดานที่ 60% แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังอย่างมีนัยสำคัญ หากเม็ดเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะสั้น รวมถึงใช้เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย จะเอื้อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระยะยาวปรับลดลง

  ส่วนนโยบายการเงิน ต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ควรเร่งปรับปรุงให้มีประสิทธิผลและเกิดผลเป็นวงกว้างขึ้น แม้ที่ผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น และมาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือนจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บางส่วน แต่การระบาดระลอกล่าสุดมีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าคาด จึงต้องเร่งกระจายสภาพคล่องเพิ่มเติม และผลักดันให้สถาบันการเงินลดภาระหนี้แก่ลูกหนี้อย่างเป็นธรรม เช่น การเลือกวิธีปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการะชำระหนี้ในระยะยาว เป็นต้น

  สำหรับเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักและกลุ่มประเทศเอเชียแตกต่างกันมากขึ้น โดยประเทศอุตสาหกรรมหลักมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการกระจายวัคซีนที่คืบหน้าไปมาก ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียถูกกระทบจากการระบาดและการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นในหลายประเทศ

  ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากการระบาดที่รุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์ไวรัส โดยเฉพาะประเทศที่กระจายวัคซีนล่าช้า และมีข้อจำกัดในการเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ

  ด้านตลาดการเงินมีความกังวลเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด ที่กลับมารุนแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับต่ำ ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตราสารทุน และเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล

  ส่วนตลาดการเงินไทยยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภูมิภาค โดยดัชนีทรัพย์ไทยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง ส่วนเงินบาทเทียบดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากการประชุมครั้งก่อน โดยเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินภูมิภาคจากสถานการณ์การระบาดโควิด ในประเทศที่รุนแรงและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้า

  อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้า ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนสูง และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังตลาดการเงินไทยได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด ที่มีความไม่แน่นอนสูง และอาจรุนแรงขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินของสหรัฐ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวดีและอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ ลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วกว่าที่นักลงทุนคาดไว้

  ทั้งนี้ คณะกรรมการจะติดตามตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นและมีแนวโน้มอ่อนค่ากว่าเงินสกุลภูมิภาคตามปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการจึงเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ รวมถึงเร่งผลักดันนโยบายการปรับ FX ecosystem อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับโครงสร้างของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทยในระยะยาว

 

 


เรียบเรียง  ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
                อีเมล์. pattraporn@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด