efinancethai

ข่าวหุ้นล่าสุด

OCC ไฟเขียว ธ.ในสหรัฐฯ ถือเงินสำรองของผู้ออก stablecoin ได้

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 ก.ย. 63 9:03: น.

 

          OCC ไฟเขียว ธ.ในสหรัฐฯ ถือเงินสำรองของลูกค้าที่ออก stablecoin ได้วงการคริปโทฯ วิเคราะห์ดีต่อผู้ใช้งานและง่ายต่อผู้ออก stablecoin ช่วยเพิ่มความโปร่งใส น่าเชื่อถือ แต่ข้อเสียอาจทำให้ stablecoin สูญเสียอธิปไตยการเงินให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ   

 

          The Office of the Comptroller of the Currency (OCC)สหรัฐฯ ประกาศว่า ธนาคารในสหรัฐฯ และ Federal Savings Associations สามารถถือ "เงินสำรอง" ในนามของลูกค้าที่ออกเหรียญ stablecoin ได้ โดยที่ stablecoin ในประกาศนี้หมายถึง สกุลเงินดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินเฟียต เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสกุลเงินอื่นๆ 

          OCC ระบุว่า ธนาคารควรมีข้อตกลงที่เหมาะสมกับผู้ออก stablecoins และตรวจสอบให้แน่ใจว่า ยอดเงินฝากที่ธนาคารถือให้กับผู้ออก จะเท่ากับหรือมากกว่าจำนวนเงินคงค้างที่ออกโดยผู้ออก ข้อตกลงดังกล่าวควรมีกลไกเพื่อให้ธนาคารสามารถตรวจสอบจำนวน stablecoins ที่คงค้างอยู่เป็นประจำ

          ปัจจุบัน ธนาคารในสหรัฐฯ และ Federal Savings Associations มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ stablecoin ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในแต่ละวัน ขณะที่ผู้ออก stablecoins ใช้ธนาคารในสหรัฐฯ มาหลายปีแล้ว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในด้านกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจน ทำให้ OCC ต้องการให้ธนาคารรู้สึกสบายใจในการให้บริการแก่ผู้ออก stablecoins  

          ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐอเมริกาก็ออกมาสนับสนุนในเรื่องนี้ โดยระบุว่า stablecoins บางอย่างอาจไม่ใช่หลักทรัพย์ แต่เพื่อความมั่นใจผู้ออกเหรียญ ควรทำงานร่วมกับที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่ง ก.ล.ต.ยินดีที่จะออกจดหมาย “no-action” ให้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ก.ล.ต.จะไม่ดำเนินการบังคับใช้ “กฎหมายหลักทรัพย์” กับบริษัทที่ออก stablecoins นั้นๆ (เรียบเรียงจาก : Interpretive Letter ,coindesk,OCC)

 

*วงการมองดีต่อผู้บริโภค และง่ายต่อผู้ออก stablecoin 

          นายกวินพงษ์ พันธ์เดชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทาซซ่า จำกัด ผู้ให้บริการนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล “Bitazza” กล่าวว่า การประกาศของ OCC ก็เพื่อให้ความชัดเจนกับธนาคารที่จะเก็บเงินให้กับบริษัทที่ออก stablecoins เพราะปัจจุบัน stablecoins ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เช่น USDT, USDC และ DAI เป็นต้น บางเหรียญอาจจะมีการอ้างว่ามีเงินดอลลาร์มาค้ำประกัน 1 ต่อ 1 แต่อาจจะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน 

          “ดังนั้น ผมมองว่าทาง OCC จึงมีความจำเป็นต้องให้ความชัดเจนแก่ธนาคารในสหรัฐฯ ว่า ถ้าหากอยากจะช่วยเก็บเงินให้กับบริษัทที่ออก stablecoins จะสามารถทำได้ หากบริษัทนั้นผ่านเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด บางโปรเจกต์เก็บเงินในธนาคารต่างประเทศ และอาจจะถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง และหากธนาคารในสหรัฐฯ เองสามารถเก็บเงินได้อย่างถูกต้อง ก็อาจจะทำให้บริษัทที่ทำตามกฎหมายมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง” นายกวิน กล่าว 

          นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ของสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้ และยังต้อนรับบริษัทที่ต้องการออก stablecoin ให้เข้ามาหารือ เพื่อที่ ก.ล.ต.จะออกหนังสือ “no-action letter” ที่ช่วยให้บริษัทสามารถประกอบธุรกิจอย่างสบายใจว่าอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย 

          “มองว่าประเด็นนี้ก็จะช่วยให้บริษัทสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น และผู้บริโภคมีความปลอดภัยขึ้น เนื่องจากสามารถเลือกใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจที่มีความโปร่งใสมากขึ้น” นายกวิน ระบุ 

*แต่อาจทำให้ stablecoin สูญเสียจุดยืนอธิปไตยการเงิน

          นายกวิน กล่าวต่อว่า เนื่องจากประกาศนี้ครอบคลุม stablecoins กลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่ไม่อยู่ในขอบเขตที่ได้รับอนุญาต จึงตั้งข้อสังเกตไว้ในหลายประเด็นเกี่ยวกับความเป็นอธิปไตยทางการเงินที่ stablecoins อาจจะต้องสูญเสียให้กับรัฐบาลสหรัฐ เช่น 

          1.รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีอำนาจในการกำกับดูแล stablecoins ที่เข้าข่ายที่กำหนดและอยากใช้บริการธนาคารในสหรัฐฯ มากขึ้น จึงอาจทำให้อธิปไตยของโลก stablecoins ที่อิงกับเงินดอลลาร์ตกไปอยู่ในมือประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งสวนทางกับแนวคิดของคริปโทเคอร์เรนซีที่สร้างขึ้นมาเพื่อความเป็นอธิปไตยจริงๆ  

          2.เงิน stablecoins ที่เข้าข่ายอาจจะถูกควบคุมได้ง่ายขึ้น ซึ่งเราได้เห็นกรณีที่ stablecoins บางโปรเจกต์ได้มีการอายัดเงินในบัญชีลูกค้าบางคนได้อย่างง่ายดาย จึงไม่ได้เป็นการใช้เทคโลโลยีบล็อกเชนในการกระจายศูนย์ แต่กลับสามารถรวบอำนาจกลับมาในมือรัฐบาลได้

          3.หากรัฐบาลสหรัฐฯ มีปัญหากับประเทศจีนอย่างรุนแรง และสามารถสั่งอายัดเงินในบัญชีของคนที่ใช้ stablecoins สนับสนุนประเทศจีนได้ ซึ่งอาจจะทำให้ stablecoins ถูกแบ่งออกเป็นสองโลก คือโลกที่เป็น government-backed stablecoins/CBDCs และโลกที่เป็น permissionless stablecoins ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้

*ยังไม่ชัด คนถือ stablecoin ได้รับการค้ำประกันเงินฝากหรือไม่

          นายปรมินทร์ อินโสม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล SatangPro กล่าวว่า ถือว่าเป็นข่าวดี ที่อย่างน้อยหน่วยงานกำกับสหรัฐฯ ก็ให้ความสนใจในตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัล และให้ความชัดเจนว่า stablecoin ไม่ได้มีสถานะเป็นหลักทรัพย์ ดังนั้น หน่วยงานกำกับอย่าง สำนักงาน ก.ล.ต.ก็จะไม่เข้ามากำกับในเรื่องนี้ 

           “ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยหน่วยงานกำกับก็เข้ามาดู แล้วก็มีความเข้าใจว่าตัวที่เขากำลังจะเข้ามาควบคุมเป็น stablecoin ที่ออกโดยการค้ำประกันแบบ 1:1  คือมีเงินมา Back จริงๆ ซึ่งคนละอย่างกับพวกอัลกอริทึ่มที่เป็นเหมือนเหรียญ DAI  ที่เอา ETH  ซึ่งเป็นคริปโทมา Back ซึ่งมันคนละอย่างกัน”  นายปรมินทร์ กล่าว 

          พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ที่ถือ stablecoin จะได้รับการค้ำประกันเงินฝากเหมือนกับผู้ที่ฝากเงินในธนาคารปกติหรือไม่ และหากมีการค้ำ จำนวนวงเงินค้ำประกันเท่าไหร่  ข้อกำหนดสำหรับการประกันเงินฝากเป็นอย่างไร ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน เมื่อยังไม่ชัดเจน แม้ข่าวที่ออกมาล่าสุดทางหน่วยงานกำกับจะเปิดทางให้แบงก์ออก stablecoin ได้ แต่แบงก์อาจจะต้องประเมินถึงความคุ้มค่าในการออกเหรียญ เพราะทุกอย่างมีต้นทุน 

 




รายงาน    ชัชชญา อังคุลี 
เรียบเรียง  ชัชชญา อังคุลี 
                อีเมล์. [email protected]

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

LATEST NEWS

ข่าวที่เกี่ยวข้องล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh