ข่าวหุ้นล่าสุด

`ศรีตรังโกลฟส์ฯ(STGT)`เคาะราคา IPO ที่34 บ.ขายรายย่อย 23 มิ.ย.นี้

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 มิ.ย. 63 13:31 น.

  'ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)(STGT)'กำหนดช่วงราคาขายหุ้นไอพีโอ 444.78 ล้านหุ้น ที่ 34 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาสูงสุด จากช่วงราคาที่กำหนด 32-34 บาท ในการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding)

  บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในแบบไฟลิ่งว่า กำหนดช่วงราคาขายหุ้นไอพีโอ 444.78 ล้านหุ้น ที่ 34 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาสูงสุด จากช่วงราคาที่กำหนด 32-34 บาท

  โดยจะเสนอขายสำหรับบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ และบริษัทย่อยของบริษัทฯ วันที่ 23 – 25 มิถุนายน 2563

  สำหรับผู้จองซื้อรายย่อย วันที่ 23 – 24 มิถุนายน 2563

  สำหรับกรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของ STA และบริษัทย่อยของ STA (ซึ่งไม่รวมบริษัทฯ และบริษัทย่อยของบริษัทฯ) วันที่ 23 – 24 มิถุนายน 2563

  สำหรับพนักงานของบริษัทฯ และ/หรือพนักงานของบริษัทย่อยของบริษัทฯ และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ ของบริษัทฯ ซึ่งเป็นกรรมการ และ/หรือผู้บริหารของบริษัทฯ ตามโครงการ STGT ESOP ครั้งแรก วันที่ 23 – 24 มิถุนายน 2563

  การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญโดยบริษัทฯ ในครั้งนี้จะกระทำผ่านการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Bookbuilding) ซึ่งเป็นวิธีการสำรวจปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของนักลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคา โดยการตั้งช่วงราคา (Price Range) และเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันแจ้งราคาและจำนวนหุ้นที่ประสงค์จะจองซื้อมายังผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายและผู้ร่วมจัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

  การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนโดยบริษัทฯ ในครั้งนี้ได้มีการกำหนดราคาหุ้นสามัญที่จะเสนอขายที่ราคา 34.00 บาทต่อหุ้น หากพิจารณากำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2562 ถึงไตรมาส 1 ปี 2563) ซึ่งเท่ากับ 899.59 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญหลังการเสนอขายหลักทรัพย์ทั้งหมดจำนวน 1,428.78 ล้านหุ้น (ไม่รวมส่วนของหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยของบริษัทฯ ตามโครงการ STGT ESOP จำนวน 6.00 ล้านหุ้น ซึ่งจะเสนอขายในปีที่ 1 ถึงปีที่ 2 ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัทฯ ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เท่ากับ 0.63 บาทต่อหุ้น และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (“Price to Earnings Ratio : P/E”) ประมาณ 54.00 เท่า

  ทั้งนี้ หากหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญหลังการเสนอขายหลักทรัพย์ทั้งหมดจำนวน 1,434.78 ล้านหุ้น (รวมส่วนของหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยของบริษัทฯ ตามโครงการ STGT ESOP จำนวน 6.00 ล้านหุ้น ซึ่งจะเสนอขายในปีที่ 1 ถึงปีที่ 2 ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัทฯ ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เท่ากับ 0.63 บาทต่อหุ้น และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (“Price to Earnings Ratio : P/E”) ประมาณ 54.23 เท่า P/E Ratio ของบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน: 67.01 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของ P/E Ratio ของบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งนี้ P/E Ratio ของบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2563 โดยคำนวณจากกำไรสุทธิย้อนหลัง 12 เดือน (โปรดพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ P/E Ratio ของบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันในส่วนที่ 3 หัวข้อ 4 ข้อมูลทางการเงินเพื่อประกอบการประเมินราคาหุ้นที่เสนอขาย)

  สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด silent period จำนวน 99,927,200 หุ้น (ซึ่งไม่รวมหุ้นที่ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารอาจได้รับจัดสรรจากผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และตัวแทนจำหน่ายหุ้น) คิดเป็นร้อยละ 7.0 ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ (ไม่รวมส่วนของหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยของบริษัทฯ ตามโครงการ STGT ESOP จำนวน 6,000,000 หุ้น ซึ่งจะเสนอขายในปีที่ 1 ถึงปีที่ 2 ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัทฯ ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO))

 

 


เรียบเรียง  จำเนียร พรทวีทรัพย์ 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด