KBANK ประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกําไรสุทธิ 1.32 หมื่นล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 9.68% จากไตรมาสก่อน ใกล้เคียงจากที่โบรกฯ คาดการณ์กำไร1.3 -1.5 หมื่นล้านบท โดยรายได้ดอกเบี้ยยังลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งการตลาด และการลงทุนด้านไอที ส่งผลงวด 6 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 2.79 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจํานวน 13,247 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,488 ล้านบาท และหากเทียบไตรมาส 1/2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิ ลดลงจํานวน 1,420 ล้านบาท หรือ 9.68% ซึ่งในไตรมาสก่อนที่ไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจํานวน 1,455 ล้านบาท กําไรสุทธิส่วน ที่เป็นของธนาคารไตรมาส 2/2569 จะลดลงจากไตรมาสก่อนจํานวน 131 ล้านบาท หรือ 0.98% สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจํานวน 31,432 ล้านบาท ลดลงจํานวน 525 ล้านบาท หรือ 1.64% จากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจํานวน 18,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 727 ล้านบาท หรือ 4.14% เป็นผลจากกําไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรหรือขาดทุน ซึ่งเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดที่มีความผันผวนและเอื้อต่อการทํากําไร รวมถึงการเติบโตของรายได้จากการให้บริการบริหารจัดการ กองทุนที่สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้า สําหรับค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงานอื่น ๆ มีจํานวน 20,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 1,471 ล้านบาท หรือ 7.63% ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าและการดําเนินงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงานอื่น ๆ ลดลง 0.26% สะท้อนผลจากการที่ธนาคารและ บริษัทย่อยยังคงดําเนินการตามกลยุทธ์การบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสํารองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง ที่ปฏิบัติอย่างสม่ําเสมอจํานวน 10,019 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมี ความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผลการดําเนินงานสําหรับงวด 6 เดือน ปี 2569 เปรียบเทียบกับงวด 6 เดือน ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของธนาคารจํานวน 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 1,635 ล้านบาท หรือ 6.22% ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชย มูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจํานวน 1,455 ล้านบาท กําไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจํานวน 26,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจํานวน 329 ล้านบาท หรือ 1.25% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจํานวน 63,390 ล้านบาท ลดลง จํานวน 6,690 ล้านบาท หรือ 9.55% ตามอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง และส่วนหนึ่งลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วย เสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.91% ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 3.36% รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการยกระดับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการนําเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อยรวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาด ที่เอื้อในการลงทุน 2) ผลการดําเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น และ 3) รายได้จากการลงทุน สําหรับค่าใช้จ่ายจากการ ดําเนินงานอื่น ๆ มีจํานวน 40,030 ล้านบาท ลดลงจํานวน 825 ล้านบาท หรือ 2.02% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงาน อื่น ๆ ต่อรายได้จากการดําเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 40.33% โดยธนาคารบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพ การดําเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องในหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทํางาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถของ ธนาคารในระยะยาว นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงตั้งสํารองฯ ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง จึงตั้งสํารองฯจํานวน 19,842 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.58% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินเรื่องอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 1.40% - 1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจํานวน 4,570,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจํานวน 12,353 ล้านบาท หรือ 0.27% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุน ตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ยและเงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของธนาคารภายใต้การมุ่งเน้นขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวทางการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม ในขณะที่รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิลดลงจากการบริหาร สภาพคล่องของธนาคาร ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.18% ซึ่งยังคงต้อง ติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ173.90% สําหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์Basel III ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.24% สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองคาดการณ์งบการเงินจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น KBANK ดังนี้ - บล.ฟิลลิป ประเมินงบ Q2/69 ที่ 15,000 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 221.00 บาท) - บล.ทรีนีตี้ ประเมินงบ Q2/69 ที่ 13,304 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 226.00 บาท) "อนึ่ง ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าว เป็นข้อมูลคาดการณ์งบการเงิน ก่อนที่บริษัทจะประกาศผลประกอบการ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์อาจมีการปรับประมาณการ หรืออัพเดทข้อมูลหลังจากได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ" ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |