SCB Julius Baer เผยมุมมองเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังของปี 69 มีความผันผวน แนะนักลงทุนบริหารพอร์ตการลงทุนให้มีความยืดหยุ่น เน้นกระจายความเสี่ยง เผยมุมมองเชิงกลยุทธ์คัดเลือกสินทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นายเอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด เปิดเผยว่า ธีมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คือ “Harnessing Alpha in a Fragmented World Order” ซึ่งสะท้อนถึงโลกที่กำลังแบ่งขั้วทั้งในด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยแม้ในช่วงครึ่งปีแรกจะมีปัจจัยกดดันจากเหตุการณ์ความไม่สงบในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง แต่ตลาดการเงินยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการมองข้ามปัจจัยการเมืองในระยะสั้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านกลาโหม การปรับโครงสร้างระบบพลังงาน การย้ายฐานห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงความคึกคักของตลาดทุนจากการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ SCB Julius Baer ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุน โดยมองว่าความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนเป็นแหล่งที่มาของโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ด้านกลยุทธ์การลงทุน SCB Julius Baer แนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ที่มีอายุยาว โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ผ่อนคลาย และ โอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีมากกว่าการปรับขึ้น นอกจากนี้ ยังมองว่าพันธบัตรรัฐบาลสหราชอาณาจักร และ ออสเตรเลียมีความน่าสนใจจากปัจจัยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการคลัง ขณะที่ตลาดหุ้นยังคงมีมุมมองเชิงบวกแบบสมดุล โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเติบโตจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และ การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนา AI ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม SCB Julius Baer ยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและสาธารณูปโภค รวมถึงตลาดเอเชียที่ยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ สำหรับจีนความต้องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทำให้กลุ่ม New Technology มีความน่าสนใจ แม้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนยังมีการปรับตัวลงแต่เริ่มเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ทำให้ตลาดหุ้นจีนมีโอกาสฟื้นตัวได้ ในส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ เรามีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีโอกาสกลับมาอ่อนค่า ขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว” นาย เฮา เจี๋ย โปห์ (Hao Jie Poh) ผู้อำนวยการ ฝ่ายโซลูชันลูกค้าระดับโลกจาก KKR บริษัทการลงทุนระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์นอกตลาด (Private Market) กล่าวเสริมว่า การลงทุนใน Private Equity มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกเนื่องจากมีขนาดตลาดที่ใหญ่ บริษัทจำนวนมากยังไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นซึ่งทำให้มูลค่าไม่แพง อีกทั้ง การมีส่วนร่วมในการเข้าไปบริหารกิจการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนระยะยาวที่ดีขึ้น นอกจากนี้ อีกหนึ่งสินทรัพย์ คือ Private Infrastructure เป็นเครื่องมือที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ และ กระจายการเติบโต ช่วยป้องกันเงินเฟ้อ และ ที่สำคัญสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ทำให้เงินต้นขาดทุน “SCB Julius Baer เชื่อว่า ในสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น การบริหารพอร์ตการลงทุนจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น เน้นการกระจายความเสี่ยง และ อาศัยมุมมองเชิงกลยุทธ์ในการคัดเลือกสินทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าด้วยโซลูชันบริหารความมั่งคั่งระดับโลก ภายใต้แนวคิด Your Legacy. Our Promise.” อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news 
|