ข่าวหุ้นล่าสุด

ธปท. หวั่นหนี้ครัวเรือนพุ่ง แนะเลี่ยงนโยบายศก.ที่หนุนการสร้างหนี้

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 ม.ค. 63 15:56 น.

   ธปท. ยังกังวลหนี้ครัวเรือนปีนี้พุ่ง แนะหลีกเลี่ยงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หนุนการสร้างหนี้  ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังแข็งแกร่ง-สถาบันการเงินมั่นคง

   นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Media Briefing รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2562 ว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพียังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากตัวเลขหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 3/2562 อยู่ที่ 79.1% และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ดังนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องหลีกเลี่ยงการกระตุ้นการก่อหนี้เพิ่ม สำหรับกลุ่มที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว

   สำหรับที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนขยายตัวจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคทุกประเภท ซึ่งเป็นผลจากทั้งการแข่งขันในตลาดสินเชื่อรายย่อยที่สูงขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนที่มากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้ต่อเดือนสูง เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ผ่อนสั้นแต่ดอกเบี้ยสูง และหากครัวเรือนเผชิญปัจจัยลบในอนาคต เช่น รายได้ลดลง จะเพิ่มโอกาสของการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น

   อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่า หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากและใช้เวลา ซึ่งต้องแก้แบบองค์รวม รวมทั้งอาศัยความร่วมมือและการผลักดันจากทุกภาคส่วน โดยการเน้นนโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนพฤติกรรมของครัวเรือน โดยผลักดันการส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนโดยไม่ใช้จ่ายเกินตัวและให้ความสำคัญกับการออม ซึ่งจะต้องเริ่มก่อนเป็นหนี้

   ด้านแผนลดการก่อหนี้  โดยก่อนก่อหนี้ ควรเน้นนโยบายส่งเสริมให้เกิดการปล่อยสินเชื่อรายย่อยอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถในการดำรงชีพของผู้กู้ และไม่กระตุ้นการก่อหนี้ที่เกินความจำเป็น  ขณะที่หลังก่อหนี้ เน้นนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีอยู่เดิม โดยผลักดันแนวทางเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากวังวนหนี้ เช่น โครงการคลินิกแก้หนี้ และการ refinancing รวมทั้งหลีกเลี่ยงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางเป็นหนี้เพิ่มขึ้น

   นายรณดล กล่าวว่า สำหรับเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพ ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคง ฐานะด้านต่างประเทศของไทยอยู่เกณฑ์ดี มาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ดำเนินการไปได้ช่วยลดความเปราะบางในระบบการเงินในระดับหนึ่ง

   อย่างไรก็ตาม แม้ระบบการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ยังมีความเสี่ยงในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง จากแนวโน้มเศรษฐฏิจโลกและไทยที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำนาน ซึ่งจะเอื้อต่อการสะสมความเปราะบางในด้านต่างๆ เช่น 1.หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจมีแนวโน้มด้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจ

   2.พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินควร (underpricing of risks) โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยนักลงทุนบุคคลอาจไม่ได้รับข้อมูลความเสี่ยงอย่างครบถ้วน 3.สหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัวต่อเนื่อง และมีความเชื่อมโยงกันเองผ่านการรับฝากและปล่อยกู้ระหว่างกัน ซึ่งอาจเป็นข้อต่อในการส่งผ่านความเสี่ยงในระบบสหกรณ์ โดยเฉพาะจากสหกรณ์ออมทรัพย์กลุ่มที่ขาดสภาพคล่อง

   4.ภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังมาตรการ LTV มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ยังขยายตัวได้ โดยผู้กู้ซื้อบ้านหลังแรกไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การเก็งกำไร ชะลอลงและมาตรฐานการให้สินเชื่อรัดกุมขึ้น โดยเฉพาะการกู้ซื้อบ้านพร้อมกัน 2 หลังขึ้นไป ในระยะต่อไปยังต้องติดตามภาวะอุปทานคงค้างโดยเฉพาะอาคารชุดในบางพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์ต่างชาติและมีอุปทานคงค้างสูงตั้งแต่ก่อนมาตรการ LTV

   “อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้าความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูงจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะแวดล้อมที่ผันผวน ผู้เล่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) มีบทบาทมากขึ้น”นายรณดล กล่าว

   นายรณดล ยังกล่าวถึง มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยปรับปรุงเกณฑ์การปรับโครงสร้างหนี้และการจัดชั้นกันสำรองของ ธปท. โดยมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2563-31 ธันวาคม 2564 ซึ่งประกอบด้วย มาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน สำหรับลูกหนี้ที่ไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยการปรับลดดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน

   ด้านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็น NPL โดยให้เลื่อนขั้นเป็นลูกหนี้ปกติได้เมื่อลูกหนี้ปรับโครงสร้างและชำระหนี้ได้ 3 เดือน หรือ 3 งวดติดต่อกัน โดยไม่ต้องรอถึง 12 เดือน มาตรการสนับสนุนสถาบันการเงิน / สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้สินเชื่อใหม่ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน สามารถจัดชั้นเป็นหนี้ปกติได้ หากลูกหนี้มีกระแสเงินสดรองรับการชำระหนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

   นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงิน ไม่ลดวงเงินที่ยังไม่ได้ใช้ของลูกหนี้ และไม่ต้องกันสำรองสำหรับวงเงินสินเชื่อที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ใช้ (กันเฉพาะส่วนที่เบิกใช้แล้ว) และรายงานเป้าสินเชื่อแก่ธปท. โดยให้สถาบันการเงิน รายงานเป้าสินเชื่อตามมาตรการและยอดคงค้างสินเชื่อของลูกหนี้เอสเอ็มอี เป็นรายเดือนภายใน 21 วันนับจากวันสิ้นเดือน เริ่มตั้งแต่งวดสินเดือนมกราคม 2563-ธันวาคม 2564

   ขณะเดียวกัน ยังช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิตที่จ่ายดอกเบี้ยสูงสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยให้เปลี่ยนยอดหนี้บัตรเครดิตเป็น term loan ที่มีอัตราดอกเบี้ยถูกลงได้ โดยไม่ต้องยกเลิกบัตร (ไม่เกินวงเงินเดิม)

   รวมทั้งปรับปรุงค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ประกอบด้วย 1.ค่าไถ่ถอนก่อนกำหนด ทั้งสินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยให้สถาบันการเงินกำหนดช่วงที่จะไม่คิดค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนด และคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ 2.ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อส่วนบุคคล ต้องมี grace period ที่ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ คำนวณจากค่างวดค้างชำระส่วนที่เป็นเงินต้น ด้านลูกหนี้เดิม ให้พิจารณาปรับลด ยกเว้นค่าปรับตามสมควร

   3.ค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตและเอทีเอ็ม สำหรับกรณียกเลิกบัตร ให้คืนค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนทันที ลูกค้าไม่ต้องร้องขอ และการออกบัตรใหม่และรหัสทดแทน โดยไม่ต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ยกเว้นต้นทุนสูง อาจเรียกเก็บได้ตามความเหมาะสม




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด