สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21 ก.ค. 69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 3.30 | บล.เอเซีย พลัส | Trading buy | 3.20 | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) | ถือ | 3.20 | บล.พาย | ถือ | 3.00 | บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) | ทยอยซื้อ | 3.00 | บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) | ถือ | 2.90 | บล.ทรีนีตี้ | ถือ | 2.80 | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | TRADING | 2.76 | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) | ถือ | 2.54 | บล.บัวหลวง | ขาย | - | บล.ทิสโก้ | มุมมองเป็นบวก | - |
ปัจจัยบวก + + ผลประกอบการ 2Q26 แข็งแกร่ง : กำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 5,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY และ 6.5% - 7% QoQ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ + รายได้ค่าธรรมเนียมและ Non-NII เติบโตแรง : รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) พุ่งขึ้น โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth), กองทุนรวม, บัตรเครดิต, แบงก์แอสชัวรันส์ (Banca) และเงินปันผลรับ + การบริหารเงินทุนและโอกาสเพิ่มเงินปันผล : เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV > 1 เท่า) ทำให้โครงการซื้อหุ้นคืนลดความน่าสนใจลง ผู้บริหารจึงมีแนวโน้มปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) เป็น 70-80% หรืออาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษ เพื่อคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)) + คุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรองที่รัดกุม : อัตราส่วน NPL (NPL Ratio) ทรงตัวอยู่ที่ 2.93% ขณะที่ Coverage Ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 157% จากการตั้งสำรองส่วนเกิน (Management Overlay) เพิ่มอีก 1.1 พันล้านบาท ช่วยลดทอนความเสี่ยงในอนาคต (บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล.พาย) + การบริหารต้นทุนทางการเงินและ NIM : NIM ปรับตัวดีขึ้นหรือทรงตัวจากไตรมาสก่อน ( QoQ) เป็นผลมาจากการบริหารและลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ผ่านการ Repricing เงินฝากประจำ (บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) + สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Shield) : ธนาคารยังมี Tax Shield คงเหลือรองรับการประหยัดภาษี (ณ สิ้น 2Q26 เหลือราว 3.4 พันล้านบาท) ช่วยหนุนกำไรสุทธิ (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล.พาย) ปัจจัยลบ - - มูลค่าหุ้น (Valuation) ตึงตัวและ Upside จำกัด : ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว (ซื้อขายบน PBV ที่แพงเมื่อเทียบกับกลุ่ม) ทำให้ส่วนต่างราคาเป้าหมาย (Upside) ลดลงหรือไม่เหลือ Upside (บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) - การเติบโตของสินเชื่อโดยรวมยังชะลอตัว : ภาพรวมสินเชื่อ 1H26 ยังคงหดตัว 1.8% - 2.0% YTD แม้จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวเล็กน้อยในไตรมาส 2 (บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล.พาย) - สิทธิประโยชน์ทางภาษีกำลังจะหมดลง : สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Shield) ที่ลดลงและจะหมดลงในอนาคต (คาดช่วง 2Q-3Q27) จะส่งผลให้ธนาคารต้องกลับมารับรู้ภาระภาษีจ่ายตามปกติ ซึ่งอาจกดดันแนวโน้มกำไรสุทธิในปี 2027 ให้ปรับลดลง (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล.พาย) - การด้อยค่าของสินทรัพย์บางประเภท : ธนาคารมีการบันทึกการด้อยค่าของความสัมพันธ์กับตัวแทนจำหน่าย (Dealers) ที่ผลงานไม่ดี เช่น ผู้จำหน่ายรถบรรทุกญี่ปุ่น รวมถึงการด้อยค่าแพลตฟอร์มไอที RodDonJai จำนวน 21 ล้านบาท (บล.ทิสโก้) - ความเสี่ยงในสินเชื่อบางกลุ่ม : สินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ผลตอบแทนไม่คุ้มความเสี่ยงจากภาวะราคาบ้านขาลง ส่วนสินเชื่อรถ EV มีความเสี่ยงเรื่องมูลค่ารถลดลงเร็วกว่าคาด (LGD สูง) ส่งผลให้ธนาคารต้องชะลอหรือเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มเหล่านี้ (บล.ทิสโก้) - รายได้ค่าธรรมเนียมบางส่วนเป็นรายการชั่วคราว : รายได้ค่าธรรมเนียมที่โตก้าวกระโดดเกิดจากการปรับสมดุลพอร์ตของลูกค้า Mass Affluent เข้าสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูง ซึ่งการปรับพอร์ตลักษณะนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยและอาจลดลงในไตรมาสถัดไป (บล.ทิสโก้) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |