สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ (19 ส.ค.) ทำสถิติปิดบวกสูงสุดเป็นเปอร์เซ็นต์รายสัปดาห์มากที่สุดในปีนี้ โดยดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 236.77 จุด ขณะที่ตลาดจับตาการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิงในสัปดาห์นี้ รวมถึงการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครตในวันที่ 19-22 ส.ค. นี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 236.77 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 40,896.53 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 54.00 จุด หรือ 0.97% ปิดที่ 5,608.25 จุด และดัชนีแนสแดค เพิ่มขึ้น 245.05 จุด หรือ 1.39% ปิดที่ 17,876.77 จุด ในบรรดาทั้งสามดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีแนสแดคปิดบวกมากที่สุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้น Nvidia ที่ปิดพุ่งขึ้น 4.35%, Alphabet พุ่งขึ้น 2.28% และ Microsoft บวก 0.73% ขณะเดียวกัน หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 ต่างปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มสื่อสารปิดบวกมากที่สุด ที่ 1.44% ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 และแนสแดค ปิดแดนบวกต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 ทำสถิติยาวนานสูงสุดของปีนี้ โดยตลาดหุ้นยังคงรีบาวด์หลังถูกเทขายอย่างหนักเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย ตลาดจับตาการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันที่ 22-24 ส.ค. นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางของเฟดในการเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบข้มงวด ไปสู่นโยบายที่เป็นกลาง โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันศุกร์ที่ 23 ส.ค. ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครต ที่เมืองชิคาโก ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันจันทร์ (19 ส.ค.) ซึ่งอาจมีผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดเช่นกัน ดัชนี CBOE ซึ่งเป็นมาตรวัดความผันผวนในตลาด ลดลงหลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังตลาดซึมซับปัจจัยบวกจากโอกาสเกิดซอฟต์แลนดิ้ง ด้านโกลด์แมน แซคส์ ปรับลดโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จาก 25% มาอยู่ที่ 20% หลังการรายงานจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง และยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. ด้านหุ้นรายตัว หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) ปิดร่วงลง 5.8% หลังจากที่ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วงไปแล้ว 65% ส่วนในสัปดาห์นี้ นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของ Palo Alto Networks ผู้ให้บริการด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้, Target ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และ Lowe ธุรกิจด้านการปรับปรุงต่อเติมบ้าน ที่มา Reuters |