บล.ทิสโก้ ประเมินหุ้นไทย ก.ย. มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จากความเสี่ยงทั้งสงครามการค้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เตือนนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมปรับลดค่า Beta ของหุ้นแนะนำเพื่อจำกัดความผันผวน โดยชูหุ้นเด่น ADVANC, CPALL, CPF, ERW, HANA, TASCO และ TTB นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, IAA, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับความตึงเครียดด้านการค้าและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ผ่านการใช้มาตรการภาษีและการคว่ำบาตรที่เข้มข้นมากขึ้น ล่าสุด สหรัฐฯ ใช้มาตรา 338 เรียกเก็บภาษีในอัตรา 50% กับสินค้าบางรายการจากแคนาดา ส่งผลให้แคนาดาประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการจัดเก็บภาษีในอัตรา 15-50% ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเพิ่มภาษีสินค้าบางกลุ่มจากจีน รวมถึงขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ US Bond Yields ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 4.7% ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีอยู่ที่ราว 5.2-5.3% ปัจจัยกดดันหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED และการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง แม้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yields ได้ในระยะสั้น แต่คาดว่าจะมีผลจำกัดในระยะยาว เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณโดยตรง ผลการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU พบว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 Basis Points ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักมีความเสี่ยงปรับฐานเฉลี่ยประมาณ 7-9% สะท้อนว่าตลาดการเงินโลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงในระดับสูงในระยะข้างหน้า
จับตา 4 วาระการเมืองไทย กระทบความเชื่อมั่นลงทุน การเมืองไทยกลับเข้าสู่ช่วงสำคัญภายหลังการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 22 ธันวาคม โดยมี 4 วาระหลักที่ต้องติดตาม ได้แก่ การพิจารณาพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล บล.ทิสโก้คาดว่า วาระด้านเศรษฐกิจจะสามารถผ่านการพิจารณาได้ภายในเดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในระยะถัดไป อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือคดี “ฮั้ว ส.ว.” ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะมีมติภายในช่วงกลางเดือนกันยายน โดยมีความเป็นไปได้ที่จะส่งสำนวนบางส่วนให้ศาลฎีกาพิจารณา แทนการยกคำร้องทั้งหมดหรือส่งทุกกรณีเข้าสู่กระบวนการศาล การตัดสินใจดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ยังคงประเมินว่า รัฐบาลน่าจะสามารถรักษาเสียงสนับสนุนในสภาไว้ได้ ทำให้ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอยู่ในวงจำกัด และเป็นเพียงปัจจัยรบกวนบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 กันยายน กรณีการใช้ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งว่าเข้าข่ายขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับหรือไม่ แม้ประเด็นดังกล่าวอาจสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงก่อนมีคำตัดสิน แต่กรณีฐานของ บล.ทิสโก้ยังมองว่า โอกาสที่จะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่มีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากระบบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเลือกตั้งและมีแนวปฏิบัติรองรับอยู่แล้ว ขณะที่การจัดการเลือกตั้งใหม่จะก่อให้เกิดต้นทุนทั้งทางการเมืองและงบประมาณในระดับสูง โดยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตเช่นเดียวกับในอดีต ลดความเสี่ยงด้วยหุ้น Beta ต่ำ ชู 7 หุ้นเด่นเดือน ก.ย. จากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ บล.ทิสโก้จึงมีมุมมอง “ระมัดระวัง” ต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายน พร้อมปรับลดค่า Beta ของหุ้นแนะนำประจำเดือน เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีค่า Beta ต่ำกว่า 1 เท่า ภายใต้ธีม Defensive Growth & Recovery ได้แก่ ADVANC CPALL CPF TTB สำหรับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปัจจัยบวกระยะสั้น ได้แก่ ERW HANA TASCO ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำสำหรับเดือนกันยายนประกอบด้วย ADVANC, CPALL, CPF, ERW, HANA, TASCO และ TTB ด้านกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Index ประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่บริเวณ 1,580 จุด บวกลบ และ 1,540-1,550 จุด ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,620-1,630 จุด และ 1,660 จุด ตามลำดับ แนะ GOLD19 และ VT03 เป็นทางเลือกลงทุนต่างประเทศผ่าน DR สำหรับทางเลือกการลงทุนในต่างประเทศผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR ประจำเดือนกันยายน บล.ทิสโก้แนะนำGOLD19 ซึ่งอ้างอิงกองทุน SPDR Gold ETF โดยมองว่าราคาทองคำที่ปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 4,450 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นจังหวะเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร นอกจากนี้ ยังแนะนำVT03 ซึ่งอ้างอิงกองทุน Vanguard Total World Stock ETF เนื่องจากเป็นกองทุนที่กระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งได้ อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |