เวียดนามตั้งเป้าดึงเม็ดเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านการเงินสำหรับธุรกิจเดินเรือและการบิน ผ่านศูนย์การเงินนานาชาติเวียดนาม (VIFC) ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนธ.ค. 2025 โดยโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และอยู่ระหว่างการจัดทำกฎระเบียบ ขณะที่ธุรกิจที่คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมยังมีอยู่จำกัด โครงการเรือธงของเวียดนามครอบคลุมพื้นที่นครโฮจิมินห์และดานัง ตามแผนการของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค และเปิดทางให้เงินทุนใหม่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รายงานของ Nikkei Asia ระบุว่า ภาครัฐและภาคธุรกิจกำลังผลักดันธุรกิจเฉพาะทาง เช่น การเงินด้านการเดินเรือและอากาศยานให้เป็นตัวอย่างนำร่อง ภายใต้กรอบการดำเนินงานของ VIFC โดยมองว่า เวียดนามมีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่และภาคโลจิสติกส์ที่กำลังขยายตัว ซึ่งแตกต่างจากศูนย์การเงินแบบดั้งเดิม เหงียน ฮู ฮวน รองประธาน VIFC ประจำนครโฮจิมินห์ กล่าวว่า “ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของเวียดนามคือ นอกจากบริการท่าเรือแล้ว เรายังมีฐานการผลิตที่แท้จริงอยู่ในประเทศ แทนที่จะต้องดำเนินธุรกรรมทางการเงินในสิงคโปร์หรือฮ่องกง เราสามารถดำเนินการได้ที่เวียดนามโดยตรง” ภายใต้แผนของ VIFC ศูนย์กลางการเงินด้านการเดินเรือที่จะให้บริการนั้น ได้แก่ การเช่าเรือ, การประกันภัยทางทะเล, การอนุญาโตตุลาการ และการจัดหาเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) รวมถึงแนวคิดใหม่ ๆ เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนเพื่อระดมทุน ส่วนในภาคการบิน มีสายการบิน Vietjet Air เป็นแกนนำ ได้เปิดตัวศูนย์กลางการเงินด้านการบินของเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Aviation Financial Hub - AAFH) เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา แผนดังกล่าวของเวียดนามเกิดขึ้นเพื่ออุดช่องว่างด้านโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจ แม้เวียดนามจะก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าสำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงจากการค้า ไม่ว่าจะเป็นการประกันภัย การจัดหาเงินทุน หรือการบริหารความเสี่ยง ยังคงกระจุกตัวอยู่ในศูนย์การเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ฮ่องกง และลอนดอน ข้อมูลจาก Roland Berger ระบุว่า ดัชนี Container Throughput ซึ่งใช้วัดปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ขนส่งผ่านท่าเรือของเวียดนาม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา สู่ระดับ 34 ล้าน TEU ในปี 2025 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี สูงที่สุดในเอเชีย อย่างไรก็ตาม การส่งออกส่วนใหญ่ของเวียดนามยังอยู่ภายใต้เงื่อนไข FOB (Free On Board) ขณะที่การนำเข้าส่วนใหญ่ใช้เงื่อนไข CIF (Cost, Insurance and Freight) ส่งผลให้รายได้และมูลค่าเพิ่มจากกิจกรรมเหล่านี้จำนวนมากไหลออกนอกประเทศ โครงการ VIFC มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ผ่านการผ่อนคลายกฎระเบียบที่ใช้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในด้านธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เหงียน ฮู ฮวน ระบุว่า สถาบันการเงินที่ดำเนินงานภายใต้โครงการ VIFC จะสามารถเปิดบัญชีเงินฝากหลายสกุลเงิน ทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินต่างประเทศได้โดยไม่ต้องแปลงกลับเป็นเงินดองเวียดนามซ้ำหลายครั้ง รวมถึงมีขั้นตอนที่ง่ายขึ้นในการระดมทุนและนำกำไรกลับประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนยื่นข้อเสนอ โดยรายละเอียดการดำเนินงานยังอยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจต้องใช้เวลาหลายปี เนื่องจากต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบครั้งใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง ที่มา Nikei Asia ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |