ICHI ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจปุ๋ยพรีเมียมแตะ 1,500 ลบ. ภายใน 3 ปี หลังจับมือกลุ่มเอกยงวงศ์ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน "ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์" คาดเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือน พ.ค.70 พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ด้านวัตกรรมการเกษตร ด้านโบรกฯ ประเมินการลงทุนไม่กระทบต่อกําไรปี 69-70 คงคำแนะนำ "ซื้อ" เชียร์เป้า 15.80 บ./หุ้น นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI เปิดเผยว่าบริษัทได้เดินเกม New Business ครั้งสำคัญ เพื่อขยายฐานรายได้นอกธุรกิจเครื่องดื่มเข้าสู่ภาคเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย โดยร่วมกับกลุ่มบริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจปุ๋ยรายใหญ่ของไทย จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV)ภายใต้ชื่อบริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดย ICHI ถือหุ้น 51% และกลุ่มเอกยงวงศ์ถือหุ้น 49%
สำหรับโครงสร้างการลงทุน ICHI จะลงทุนในส่วนทุนไม่เกิน 76.5 ล้านบาท และทยอยชำระตามงวดที่กำหนดในสัญญา โดยบริษัทจะใช้ระยะเวลาในช่วงแรกสำหรับการจัดตั้งและเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนพ.ค.70 เป็นต้นไป ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด จะถูกรวมในงบการเงินรวมของ ICHI ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์สร้าง New Growth Engine ของอิชิตัน กรุ๊ป จากเดิมที่รายได้หลักอยู่ในธุรกิจเครื่องดื่ม สู่ธุรกิจที่มีอุปสงค์ระยะยาวและมีการซื้อซ้ำตามรอบการเพาะปลูก โดยตลาดปุ๋ยเคมีไทยมีมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดปุ๋ย Compound NPK ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์พรีเมียมหลักที่บริษัท JV จะเข้าไปแข่งขันมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท ตั้งเป้าธุรกิจปุ๋ยพรีเมียมรายได้แตะ 1,500 ลบ. ภายใน 3 ปี การเข้ามาลุยธุรกิจปุ๋ยในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นเพราะมองว่าตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีความยากในการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะปัจจุบันมีผู้เล่นที่เป็นระดับเจ้าสัวในเมืองไทยที่ครองตลาดอยู่หลายราย โดยเป็นสิ่งที่ตนเองชื่นชอบเรื่องท้าทายในการลงทุน ซึ่งหากบริษัทสามารถเข้าไปเจาะตลาดได้ก็จะทำให้ธุรกิจมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงมองว่าจุดแข็งของบริษัทคือการที่ตนเองเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มคนรากหญ้าและเกษตรกร โดยมีฐานแฟนคลับมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์ของสินค้า พร้อมมั่นใจว่ากลุ่มลูกค้าจะเลือกซื้อปุ๋ยของบริษัท ทั้งนี้ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้มีการทุ่มเงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะไม่ได้มีการลงทุนก่อสร้างโรงงานหรือซื้อเครื่องจักรใหม่ เพียงแต่เน้นการซื้อของมาและขายไปเท่านั้น จึงทำให้แม้ยอดขายไม่ได้ตามเป้าก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากนัก ขณะที่บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจใหม่ (ปุ๋ยพรีเมียม) จะแตะระดับ 1,500 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 135 ล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้าหรือประมาณปี 72 หลังจากปัจจุบันมียอดขายอยู่ประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี วางกลยุทธ์ 'ไม่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์' - เล็งต่อยอดวัตกรรมการเกษตรพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านกลยุทธ์ของ “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” จะไม่เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ แต่ใช้โมเดล Asset Light และต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานทีมขายเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลกและคู่ค้าภายในประเทศ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้าน Sourcing และ Supply Chain ที่กลุ่มเอกยงวงศ์มีอยู่แล้ว ช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด ขณะที่ อิชิตัน กรุ๊ป นำจุดแข็งด้านการสร้างแบรนด์ เงินทุน วินัยทางการเงิน และมาตรฐานการกำกับดูแลของบริษัทจดทะเบียนเข้ามาเสริม
โดยก้าวแรกของ “ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์” จะเริ่มจากการรับโอนแบรนด์ปุ๋ยพรีเมียม Rampatec (แรมปาเทค) ซึ่งกลุ่มเอกยงวงศ์ทำตลาดมาแล้วประมาณ 3 ปี และมียอดขายล่าสุดประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี เข้ามาอยู่ภายใต้ JV ทำให้บริษัทสามารถเริ่มสร้างรายได้และขยายตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาสร้างแบรนด์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น กลุ่มเป้าหมายหลักในระยะแรกคือเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพผลผลิต และมีความพร้อมลงทุนกับปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ทุเรียน,มังคุด,ลำไย รวมถึงไม้ผลและพืชส่งออกอื่นๆ ก่อนขยายไปสู่ตลาด Premium Mass ในลำดับถัดไป ส่วนในระยะยาวบริษัทวางเป้าหมายมากกว่าการเป็นผู้จำหน่ายปุ๋ย โดยมี Roadmap ขยายจากผลิตภัณฑ์ปุ๋ยในปัจจุบันไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่ตอบโจทย์ประสิทธิภาพและความยั่งยืน เช่น ปุ๋ยเคลือบอะมิโน สารอาหารรอง ผลิตภัณฑ์บำรุงดิน และปุ๋ย Slow Release เป้าหมายปลายทางคือการพัฒนาเป็น Agri Innovation Platform ที่ทำหน้าที่คัดสรรนวัตกรรมการเกษตรจากทั่วโลก นำมาทดลองและพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานจริงของเกษตรกรไทย โดยใช้ทั้งเครือข่ายคู่ค้า และข้อมูลความต้องการของเกษตรกรเป็นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ "ถ้า อิชิตัน กรุ๊ป จะขยายธุรกิจใหม่ เราไม่อยากเริ่มจากศูนย์และไม่อยากเข้าไปเพียงเพราะตลาดใหญ่ แต่ต้องเป็นตลาดที่มีดีมานด์จริง มีพาร์ทเนอร์ที่เก่งจริง และเราเติมสิ่งที่เขาขาดได้ ภาคเกษตรคือหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และปุ๋ยเป็นต้นทุนที่เชื่อมตรงกับทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต การร่วมทุนครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การขายปุ๋ย แต่เป็นการนำจุดแข็งของอิชิตัน กรุ๊ป มารวมกับประสบการณ์ในตลาดปุ๋ยกว่า 30 ปีของกลุ่มเอกยงวงศ์ เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ที่โตไปพร้อมกับเกษตรกร" นายตัน กล่าว แย้มจุดแข็งมีเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศและคู่ค้าภายในประเทศ นายวุฒิพงศ์ วนากุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด กล่าวว่ากลุ่มเอกยงวงศ์ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 34 หรือมากกว่า 30 ปี และดำเนินธุรกิจปุ๋ยมาแล้วประมาณ 10 ปี โดยมีรายได้ปี 68 ประมาณ 3,200 ล้านบาท โดยมีจุดแข็งสำคัญทั้งเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลกและคู่ค้าภายในประเทศ ความสัมพันธ์กับตลาด การบริหาร Supply Chain ตลอดจนทีมปฏิบัติการที่อยู่ใกล้เกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกจริง "ตลาดปุ๋ยเป็นตลาดที่มี Barrier to Entry สูง ทั้งเรื่องความเชื่อมั่นของคู่ค้า ความเข้าใจสินค้า การจัดหา Inventory และ Credit ซึ่งต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการสร้างขึ้นมา การร่วม JV กับอิชิตัน กรุ๊ป จึงไม่ใช่เพียงการเติมเงินทุนหรือการตลาด แต่คือการนำชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในระดับประเทศของคุณตัน เข้ามาเปิดประตูแห่งโอกาสให้ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ" นายวุฒิพงศ์ กล่าว โบรกฯ คาดไม่กระทบต่อกําไรปี 69-70 พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" ชูเป้า 15.80 บ./หุ้น ด้านบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ระบุมีมุมมองเป็นกลางต่อการลงทุนในธุรกิจใหม่ของ ICHI โดยมองว่าบริษัทต้องการบริหารจัดการกระแสเงินสดส่วนเกินให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากบริษัทไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต เพราะการขยายกําลังการผลิตจะใช้รูปแบบจ้างพันธมิตรทางการค้าเป็นผู้ผลิตสินค้าให้ ประกอบกับบริษัทเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจเพราะผู้ร่วมลงทุน (HoldCo) เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและสินค้าเกษตรยาวนานกว่า 30 ปีอย่างไรก็ดี ธุรกิจใหม่นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก (เครื่องดื่ม) ของบริษัท เราจึงยังค่อนข้างระมัดระวังต่อการคาดหวังผลบวกต่อกําไรในอนาคต ขนาดสัญญามีขนาดเล็กและคิดเป็นเพียง 1% ของทรัพย์สินรวมของบริษัทจึงไม่มีผลต่อฐานะทางการเงินอย่างมีนัยสําคัญ โดยเราคาดภายหลังการเข้าลงทุนนี้ บริษัทจะคงสถานะบริษัทที่มีเงินสดสุทธิ (net cash) และยังสามารถจ่ายปันผลที่ระดับเดิม (ราว 100% ของกําไรสุทธิ) เนื่องจากการลงทุนครั้งนี้จะไม่กระทบต่อกําไรโดยรวมทั้งปี 69 ของ ICHI อีกทั้งคาดจะไม่มีผลกระทบต่อกําไรปี 70 อย่างมีนัยสําคัญ จึงคงประมาณการกําไรปี 69 และ 70ไว้ตามเดิมที่ 1.25 พันล้านบาท (+1% YoY) และ 1.42 พันล้านบาท (+14% YoY) ตามลําดับ รวมทั้งคงคําแนะนํา “Buy” ที่ราคาเป้าหมายปี 70 ที่ 15.80 บาท (อิง PER 14.4เท่า, -0.25S.D) โดยมองว่าราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงในช่วงนี้มาจากปัจจัยระยะสั้นหลังการจ่ายปันผลงวดครึ่งปีแรกปี 69 ประกอบกับอยู่ในช่วง low season แต่เป็นโอกาสดีในการเข้าทยอยซื้อสะสมโดย ICHI มีความโดดเด่นในแง่การจ่ายปันผลจูงใจซึ่งคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสําหรับงวดครึ่งปีหลังปี 69 ที่ 0.50 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 3.6% (ทั้งปี 69 ที่ระดับ 6.8%) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |