หุ้นจีน สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาอีกครั้งในปีนี้ โดยคาดว่า กระแสเงินทุนจะยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในปี 2026 จากความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศักยภาพในการรับมือความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ระดับโลก ทั้ง Amundi SA, BNP Paribas Asset Management, Fidelity International และ Man Group ต่างประเมินว่า ตลาดหุ้นจีน จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีหน้า ขณะที่ JPMorgan Chase & Co. ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนเป็น Overweight (เพิ่มสัดส่วนการลงทุน) ส่วน Allspring Global Investments ระบุว่า หุ้นจีนกำลังกลายเป็นหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติต้องมีติดพอร์ต บรรยากาศการลงทุนในจีน เริ่มเปลี่ยนจากความกังวลเป็นการยอมรับว่าตลาดนี้สามารถสร้างคุณค่าได้โดดเด่น จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยดัชนี MSCI China พุ่งขึ้นราว 30% ตั้งแต่ต้นปี ทำผลงานเหนือดัชนี S&P 500 มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 และมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นรวมกว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ เป็นการไหลเข้าของกองทุนแบบ Passive ทำให้นักลงทุนหวังว่า การกลับมาของกองทุน Active จะช่วยขับเคลื่อนรอบถัดไปของตลาดกระทิง จอร์จ เอฟสตาโธปูลอส (George Efstathopoulos) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ Fidelity International ในสิงคโปร์ ระบุว่า “จีนได้ผ่านจุดเปลี่ยน พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และนักลงทุนเริ่มเห็นว่าจีน คือโอกาสการลงทุนที่มีความหลากหลายและนวัตกรรม ผมพร้อมจะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวมากขึ้นในตอนนี้” 
ข้อมูลจาก Morgan Stanley ชี้ว่า กองทุนต่างชาติแบบ Long-only ซื้อหุ้นจีนและฮ่องกงรวมราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงเดือน พ.ย. หลังจากที่ปี 2024 มีเม็ดเงินไหลออกถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม กระแสเงินไหลเข้าล่าสุดมาจากกองทุน Passive ทั้งหมด ขณะที่กองทุน Active ยังคงขายสุทธิประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความลังเลของนักลงทุน Active มาจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวและการคุมเข้มภาคเอกชนของรัฐบาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ภายหลัง ภาครัฐจะเริ่มมีท่าทีเป็นมิตรกับธุรกิจมากขึ้น แต่ขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยังไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง ทั้งนี้ มุมมองเชิงบวกต่อหุ้นจีน ตั้งอยู่บนความหวังในคลื่นเทคโนโลยีใหม่ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ไบโอฟาร์มา และหุ่นยนต์ รวมถึงความคาดหวังว่า เศรษฐกิจจีนจะสามารถหลุดพ้นจากแรงกดดันเงินฝืดได้ในที่สุด ความตื่นตัวในเทคโนโลยี AI ช่วยหนุนหุ้นอย่าง Cambricon Technologies และ Alibaba Group ให้พุ่งแรง แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะการบริโภค ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าอาจมีโอกาสดีดกลับในรอบนี้ ซึ่งหุ้นจีนยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับตลาดโลก โดยดัชนี MSCI China ซื้อขายที่ระดับ P/E 12 เท่า ขณะที่ MSCI Asia อยู่ที่ 15 เท่า และ S&P 500 สูงถึง 22 เท่า อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินหลายแห่งเตือนว่า ผลตอบแทนปีหน้าอาจไม่หวือหวา โดย Nomura คาดว่าดัชนี MSCI China จะปรับขึ้นได้ราว 9% จากระดับปัจจุบัน ส่วน Morgan Stanley ประเมินผลตอบแทนเพิ่มขึ้นราว 6% ที่มา Bloomberg 
|