KKP หวั่นดุลบัญชีเดินสะพัดเสี่ยงพลิกเป็นขาดดุล คาดไตรมาส 2/69 ติดลบ 2% เหตุค่าน้ำมัน-นำเข้าสินค้าต่างชาติพุ่ง เตือนภาครัฐระวังการดำเนินนโยบายที่ขัดกับปัจจัยพื้นฐาน พร้อมประเมินธปท.ตรึงดอกเบี้ยยาวถึงกลางปีหน้า ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP เปิดเผยในหัวข้อ : "ประเทศไทยกำลังจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด? จุดเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงินบาท และ การเติบโตของประเทศ" ว่า ทิศทางดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยนับจากวิกฤติโควิด 19 มีแนวโน้มเกินดุลลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือ อาจจะมีการขาดดุลฯเล็กน้อยเป็นบางช่วง โดยหนึ่งในปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง โดยจากตัวเลขการขาดดุลการค้าจากกรมศุลกากรในเดือนเมษายนที่ผ่านมามียอดขาดดุลสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งส่วนนี้มาจากราคาน้ำมัน 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในจุดนี้ถือเป็นประเด็นชั่่วคราว ซึ่งมองว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นราคาน้ำมันก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยดุลการค้าที่ไม่รวมน้ำมันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ก็มีตัวเลขที่สูงขึ้น เนื่องจากภาคส่งออกความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่การนำเข้าสูงขึ้นต่อเนื่องแทนสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า หรือ สินค้าในหลายอุตสากรรมที่โดนนำเข้ามาตีตลาดมากขึ้นจนต้องเลิกผลิต รวมถึงภาคการลงทุนในบางธุรกิจเป็นการนำเข้าคอนเทนต์ที่สูงถึง 80% ของการลงทุนอย่างดาต้าเซนเตอร์ ก็มีส่วนทำให้เกิดการขาดดุลมากขึ้น แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่ปริมาณที่สูงมากนัก ขณะที่ดุลบริการ-ท่องเที่ยวนั้น ภาคการท่องเที่ยวปัจจุบันยังมียอดประมาณ 2 ใน 3 จากก่อนโควิดฯ แต่ดุลบริการไม่ได้กลับมาเกินดุล เนื่องจากประเทศไทยมีดุลบริการอื่นที่ต้องจ่ายให้ต่างประเทศมากขึ้น เช่น ต้นทุนขนส่งที่มากขึ้น หรือ การจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญาก็สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง หรือ อาจจะมีขาดดุลบ้างเล็กน้อยในบางช่วง จึงเป็นหนึ่งในข้อควรระมัดระวังในการดำเนินโยบายต่างๆในระยะต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน หรือ นโยบายการคลัง เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดในเรื่องของเสถียรภาพทางเงินของประเทศด้วยเช่นกัน สะท้อนจากในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7-8% ซึ่งหากมีอัตราการขาดดุลฯเกินกว่า 3-5% ก็จะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่สถานการณ์การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวจากราคาน้ำมันที่สูง และ จะต้องติดตามภายหลังราคาน้ำมันกลับเข้าสูงภาวะปกติด้วย โดยประมาณการไตรมาส 2/69 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลประมาณ 2% ของจีดีพี "ตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาณที่บอกถึงเรื่องเสถียรภาพ เพราะเป็นเงินที่จ่ายออกมากกว่าเข้าแล้วก็จะส่งผลไปถึงเรื่องต่างๆ ทั้งดุลการชำระเงิน รวมถึงการอ่อนค่าเงินบาท ดังนั้น จากสัญญาณแนวโน้นดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลน้อยลง หรือ อาจจะมีขาดดุลเล็กน้อย โดยหากดำเนินนโยบายไม่สอดคล้องกับ ปัจจัยพื้นฐาน ก็จะกระทบต่อเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นของตลาด และ ส่งผลต่อประเทศอย่างรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้น ค่าเงินที่อ่อนอย่างรุนแรง" สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายนั้น ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า หากสถานการณ์ต่างๆ เป็นไปตามที่คาด หรือ ราคาน้ำมันไม่ต่างจากนี้ และ อัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 4-5% ดอกเบี้ยอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องปรับตัวขึ้น ซึ่งทาง KKP ก็มีมุมมองในทิศทางเดียวกัน คือ หากสถานการณ์สงครามไม่เลวร้ายไปกว่านี้ หรือ ธนาคารกลางขนาดใหญ่ในแต่ละประเทศไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยกันหมด ธปท. ก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงกลางปีหน้า ขณะที่เงินบาทก็อาจจะมีอ่อนค่าลงบ้างตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ในขณะที่มุมมองของตลาดทุนนั้น ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยตรงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนหุ้นให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไร และ เศรษฐกิจเป็นหลัก โดยดุลบัญชีเดินสะพัดยังเป็นเครื่องชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ หากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลต่อเนื่อง หรือเกิดภาวะขาดดุลแฝด อาจทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อปัจจัยพื้นฐานของประเทศ และ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว "นักลงทุนต่างชาติมีความกังวล 3 ข้อต่อตลาดทุนไทย ได้แก่ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ประเด็นธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว" ส่วนประเด็นด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต่างชาติจับตามอง หลังเกิดกรณีปัญหาขนาดใหญ่หลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต ทางด้านความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย แม้ในปัจจุบันจะไม่ได้สร้างความกังวลรุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา แต่ยังถือเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมองว่า ระบบการเมืองและการกำหนดนโยบายของไทยมีความซับซ้อน และ คาดการณ์ได้ยาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้การประเมินทิศทางเศรษฐกิจ และ การลงทุนทำได้ยากขึ้น อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |