CREDIT ประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 989.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามการขยายสินเชื่อ พร้อมตั้งสำรองเพิ่มขึ้นรองรับคุณภาพสินทรัพย์ ส่วน 6 เดือนแรก กำไรสุทธิ 2,153.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 17.8 ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ ท่ากับ 989.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้เพิ่มขึ้น 573.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.2 สอดคล้องกับการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่เพิ่มมากขึ้นร้อยละ 13.1 ส่วนต่างอัตรารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ลดลงจากเดิมร้อยละ 7.6 ในไตรมาสที่ 2/68 เป็นร้อยละ 7.2 ในไตรมาสที่ 2/69 ซึ่งเป็นผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Perpetual Bond) ก่อนครบกำหนดตามแผนกลยุทธ์การบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันซึ่งจะทำให้ธนาคารลดรายจ่ายดอกเบี้ยลงได้ในระยะยาว โดยส่วนต่างอัตรารายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 1/69 ธนาคารยังมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 159.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 533.9 สาเหตุหลักมาจากรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF จากมาตรการคุณสู้เราช่วยและ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากเหตุอุทกภัยทางภาคใต้ เพิ่มขึ้นจำนวน 121.1 ล้านบาท ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 254.2 ล้านบาท จากการเติบโตของเงินให้สินเชื่อและรองรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้น โดยสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีอัตราทรงตัวที่ร้อยละ 4.3 ของสินเชื่อรวม สำหรับกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 2,153.9 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 17.8 มาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 จาก การขยายตัวของเงินให้สินเชื่อที่ร้อยละ 6.7 รวมไปถึงรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF จากมาตรการคุณสู้เราช่วยและ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากเหตุอุทกภัยทางภาคใต้ เพิ่มขึ้นจำนวน 278.5 ล้านบาท ส่วนต่างอัตรารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ลดลงจากเดิมร้อยละ 7.8 สำหรับงวด 6 เดือน ปี 2568 เป็นร้อยละ 7.1 เป็นผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 เมื่อเปรียบเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (ytd)อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs ratio) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่ากับร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับ ytd ที่ร้อยละ 4.2 รวมถึง NPL Coverage Ratio ยังอยู่ในระดับสูงแม้ลดลงจากร้อยละ 158.4 เป็น 148.2 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินงานที่ยังมุ่งเน้นความระมัดระวัง ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |