สศค.หั่นเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือโต 2.8% จากเดิมคาด 3.3% เซ่นไวรัสโคโรนากระทบเศรษฐกิจ และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 ล่าช้า ยังมั่นใจดีกว่าปี 62 ที่คาดขยายตัว 2.5% นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 2.8% จากเดิมคาดขยายตัว 3.3% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 1% จากเดิมคาดขยายตัว 2.6% นำเข้าคาดว่าจะขยายตัว 1.7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดจะอยู่ที่ 0.8% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.7% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนคาดจะขยายตัว 3.2% และการลงทุนเอกชนขยายตัว 4.2% ส่วนการบริโภคภาครัฐคาดขยายตัว 2.5% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 6.5% อัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าจะอยู่ที่ 30.50 บาทต่อดอลลาร์ และราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยที่ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นผลจากการบังคับใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ล่าช้า แม้ว่ารัฐบาลจะสามารถใช้จ่ายงบปี 2562 ไปพลางก่อนได้ แต่ยังไม่สามารถใช้งบลงทุนใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ ด้านการท่องเที่ยวยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาไทยหายไป 2 ล้านคนในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ หรือเฉลี่ย 800,000 คนต่อเดือน โดยกลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย หรือเฉลี่ยประมาณ 50,000 บาทต่อคน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง จะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อหาแนวทางและมาตรการในการดูแลและบรรเทาผลกระทบเพิ่มเติม คาดว่าปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปเพียง 400,000 คนเท่านั้น หรือทั้งปีคาดมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยราว 41.1 ล้านคน จากเดิมคาด 41.5 ล้านคน “มาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนจะเป็นส่วนสำคัญในการชดเชยการลงทุนภาครัฐที่หายไปในช่วงแรกของปีงบประมาณ 2563 ได้ ซึ่งหากไม่มีผลกระทบจากไวรัสโคโรนา และงบประมาณที่ล่าช้า มาตรการดังกล่าวจะดันให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ถึง 3.05%”นายลวรณ กล่าว สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่าจะมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการการเงินและการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ นอกจากนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงโครงการร่วมลงทุนของภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น “ปัจจัยที่ยังต้องติดตาม คือ สถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนาที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจจีน ความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่จะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศปี 2563 ด้วย”นายลวรณ กล่าว ทั้งนี้ ในการประมาณการเศรษฐกิจไทย สศค.ได้รวมปัจจัยไวรัสโคโรนา รวมถึงงบประมาณที่ล่าช้าไว้เรียบร้อยแล้ว นายลวรณ กล่าวว่า ในปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.5% การส่งออกคาดติดลบ 3.2% และนำเข้าติดลบ 5.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดอยู่ที่ 0.7% และเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.5% นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจในเดือนธันวาคม 2562 ขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวดี สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ที่จัดเก็บบนฐานการใช้จ่ายในประเทศขยายตัว 4.9% ต่อปี เช่นเดียวกับปริมาณนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 12.6% ด้านการส่งออก ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาติดลบ 1.3% เป็นผลจากการชะลอตัวของการส่งออกในหมวดสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ทองคำ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อย่างไรก็ตาม สินค้าในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ยังขยายตัวดี และตลาดส่งออกสำคัญที่ยังขยายตัวได้ คือ ไต้หวัน สหรัฐ เกาหลีใต้ และจีน เป็นต้น ในขณะที่การนำเข้าสินค้าในเดือนธันวาคมขยายตัว 2.5% ต่อปี ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมายังเกินดุล 596 ล้านดอลลาร์ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.9% โดยมีสาเหตุจากราคาข้าวสารและเนื้อสุกรปรับตัวสูงขึ้น ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.5% ต่อปี |