กระทรวงพาณิชย์ แถลงเงินเฟ้อทั่วไป พ.ค.65 อยู่ที่ 7.1% สูงสุดในรอบ 13 ปี ส่วน 5 เดือน อยู่ที่ 5.19% มองแนวโน้ม มิ.ย.65 ยังสูงต่อเนื่อง จากราคาน้ำมัน แต่ทั้งปียังคงกรอบเดิมที่ 4-5% นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนพ.ค. อยู่ที่ 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงสุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ ก.ค. 51 ส่วน 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 5.19% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 2.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) อยู่ที่ 1.72% อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ อยู่ที่ 4-5% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง “ที่ผ่านมา สนค.ได้ทบทวนตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปอยู่เสมอ แต่ไม่ได้เปิดเผยให้ประชาชน หรือ สาธารณชนรับทราบเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ซึ่งจะมีการปรับประมาณการเป็นช่วงไตรมาส หรือ รายครึ่งปีแล้วแต่สถานการณ์ ซึ่งในครั้งนี้ ยังยืนยันตัวเลขกรอบเดิมที่ 4-5%”นายรณรงค์ กล่าว สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับสูงขึ้น เป็นไปในทิศทางเดียวกับหลายประเทศที่เงินเฟ้อสูงขึ้น เช่น สหรัฐ หรือ ยุโรปที่ตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้นค่อนข้างมาก โดยมีสาเหตุจากอุปสงค์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การตึงตัวของอุปทาน และมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ทำให้อุปทานไม่สมดุลกับอุปสงค์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า แม้เงินเฟ้อของไทยไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นจากผลของราคาพลังงานและอาหารในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้ากลุ่มพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก การยกเลิกการตรึงราคาก๊าซหุงต้มทำให้ราคาทยอยปรับเพิ่มขึ้น การปรับเพิ่มขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) นอกจากนี้ฐานราคาในช่วงเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างต่ำด้วย ทำให้เงินเฟ้อเดือนพ.ค. ปรับสูงขึ้น สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ เดือน มิ.ย. มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมีการขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล การปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมิ.ย.นี้ และการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) นอกจากนี้ สินค้าอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะอาหารสดและอาหารสำเร็จรูปที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต รวมถึงต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ การระงับการส่งออกสินค้าในหลายประเทศ และอุปสงค์ที่เริ่มฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยว และการส่งออก จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง “ไตรมาส 2-4 คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะขยายตัว มากกว่า 4.75% แต่ยังไม่ได้ประกาศของไตรมาสที่ 2 สำหรับในไตรมาส 3 มีหลายปัจจัยที่โหมเข้ามาทั้งน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลต่อขนส่งโลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า หมายถึงต้นทุนของราคาสินค้านำเข้า เป็นต้น ขณะที่ไตรมาส 4/65 เงินเฟ้ออาจจะลดลงบ้างจะฐานที่สูง”นายรณรงค์ กล่าว |