ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงลงในวันจันทร์ (20 ก.ค.) โดยนักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อรอผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันยังติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความพยายามของผู้ไกล่เกลี่ยในการคลี่คลายความตึงเครียดระลอกล่าสุด ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,839.26 จุด ลดลง 307.16 จุด (-0.59%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,443.28 จุด ลดลง 14.41 จุด (-0.19%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,508.07 จุด ลดลง 12.17 จุด (-0.05%) ดัชนีแนสแดคลดลงน้อยกว่าดัชนี S&P 500 และดาวโจนส์ หลังหุ้นกลุ่มชิปฟื้นตัวบางส่วน หลังจากที่ร่วงลงเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่หุ้นกลุ่มเติบโต เช่น กลุ่มบริการสื่อสารและเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น การประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 เริ่มคึกคักมากขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Alphabet, Tesla และ Intel มีกำหนดรายงานงบการเงิน ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพรวมสถานะทางการเงินของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังกลุ่มสถาบันการเงินประกาศงบการเงินไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ปีเตอร์ ทูซ ประธาน Chase Investment Counsel กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังรอการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่จะเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยหลายคนยังชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี พลังงาน และธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภค ข้อมูลจาก LSEG บ่งชี้ว่า ตลาดคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 จะเติบโต 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 23.7% นักลงทุนยังจับตาผลประกอบการของผู้ผลิตชิปอย่าง Intel และ Texas Instruments อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณเชิงบวก หลังดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียปิดตลาดวันศุกร์ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงปลายเดือนมิ.ย. กว่า 20% ซึ่งยืนยันการเข้าสู่ภาวะตลาดหมี ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า จะใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นการเปิดแนวรบใหม่ในสงครามอิหร่าน และทำให้ความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานและการค้าโลกขยายวงออกไปจากบริเวณอ่าวเปอร์เซีย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ประเทศผู้ไกล่เกลี่ยได้ยื่นข้อเสนอเพื่อลดความตึงเครียดของสงคราม ซึ่งรวมถึงข้อเสนอหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการฟื้นฟูข้อตกลงชั่วคราวเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โจ ควินแลน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ Merrill และ BofA Private Bank กล่าวว่า หลังการปะทะในภูมิภาคที่เกิดขึ้นมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ นักลงทุนต่างเฝ้ารอความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันรวมถึงลดแรงกดดันด้านราคา ควินแลนกล่าวว่า "ตลาดหวังว่าหากเกิดความคืบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการลดการโจมตีและหันมาเจรจากันมากขึ้นในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่พุ่งสูงเหมือนช่วงต้นปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ" ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียปิดตลาดวันจันทร์เพิ่มขึ้น 0.6% - หุ้น Apple ร่วงลง 2% กดดัชนี S&P 500 มากที่สุด ขณะที่หุ้น Microsoft บวก 2.15% - หุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี S&P 500 คือหุ้น Global Payments ซึ่งพุ่งขึ้น 5.8% หลัง Morgan Stanley เพิ่มคำแนะนำการลงทุนเป็น "Overweight" และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์ จากเดิม 65 ดอลลาร์ ส่วนหุ้นที่ลดลงมากที่สุดคือ Carvana ร่วง 4.8% - หุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้น 1.5% และเป็นหุ้นที่หนุนดัชนี S&P 500 มากเป็นอันดับ 3 หลังมีรายงานว่า Google กำลังพัฒนาชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ผสานเทคโนโลยี Gemini เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และลดข้อจำกัดด้านกำลังการประมวลผล - หุ้น Domino's Pizza ปิดบวก 2.1% หลังรายได้ไตรมาสล่าสุดออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้เล็กน้อย ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 15,500 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 19,940 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.72 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 106 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 116 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,684 ตัว และหุ้นลบ 3,030 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.8 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 10 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 6 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 46 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 180 ตัว ที่มา Reuters ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |