เว็บไซต์ cnbctv18 รายงานว่า นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กล่าวว่า เฟดจะไม่รอให้เงินเฟ้อปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ก่อนที่จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย นับเป็นการย้ำถึงถ้อยแถลงที่เคยกล่าวในแถลงการณ์รอบครึ่งปี ว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายพาวเวลล์กล่าวต่อสมาคมเศรษฐกิจแห่งวอชิงตัน ดี.ซี. (Economic Club of Washington D.C.) โดยระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะไม่รอจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% จึงจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมชี้แจงถึงจุดยืนว่า นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีความล่าช้ามานานและมีความผันแปรไปตามข้อมูล นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า “นั่นเป็นการบอกเป็นนัยว่า หากคุณรอจนกว่าอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 2% ก็อาจนานเกินไป เพราะการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดที่คุณกำลังทำอยู่ หรือระดับความเข้มงวดที่ยังเห็นอยู่อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่า 2% ซึ่งเฟดกำลังมองหาสัญญาณความเชื่อมั่นที่ชัดเจนมากขึ้น ว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาที่ระดับ 2% “สิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องนี้ก็คือ ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเมื่อเร็ว ๆ นี้ เราได้รับข้อมูลทางเศรษฐกิจบางส่วนแล้ว” นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่าการลงจอดแบบฮาร์ดแลนดิ้งสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ใช่สถานการณ์ที่น่าจะมีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 30-31 ก.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดยบรรดานักลงทุนปรับเพิ่มคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2567 โดยเริ่มครั้งแรกในเดือนก.ย.นี้ สำหรับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.25-5.50% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 0-0.25% ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประธานเฟด กล่าวว่า “เราต้องการทำให้ถูกต้อง” ซึ่งถือเป็นการย้ำความคิดเห็นที่ได้กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างการแถลงต่อสภาคองเกรส ซึ่งนายพาวเวลล์กล่าวว่า เงินเฟ้อไม่ใช่ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ กำลังปรับตัวลดลงสู่ระดับเป้าหมายของเฟด หลังปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2567 โดยดัชนีมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคปรับตัวลดลงในวงกว้างในเดือนมิ.ย. โดยราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับตัวลดลงจากเดือนพ.ค.เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2563 ที่มา cnbctv18 |