สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 31 ส.ค. 69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 43.00 บาท | | บล.กรุงศรี | Neutral | 40.00 บาท | | บล.เอเซียพลัส | Trading | 39.50 บาท | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 37.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + ปลดล็อกสินทรัพย์เดิมมุ่งสู่ Data Center (DC): อยู่ระหว่างศึกษาและเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ 5-6 ราย เพื่อนำพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิม (RATCHGEN/RG) ขนาด 2,000 ไร่ ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน สายส่ง และระบบน้ำพร้อม มาพัฒนาเป็นพื้นที่เช่า DC รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า 300 - 1,400 MW ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า และแต่ละ Block ขนาด 720 MW อาจเพิ่มราคาเป้าหมายได้ 0.39 - 0.97 บาท/หุ้น (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้)
+ โอกาสเติบโตจากพลังงานทดแทนและแผน PDP: มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 สอดรับกับร่างแผน PDP2026/PDP2569 รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการ Replacement IPP และศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) + การขยายธุรกิจในต่างประเทศมีความคืบหน้า: อยู่ระหว่างรอผลประมูลโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซในอินโดนีเซียกำลังการผลิตมากกว่า 1,000 MW ร่วมกับพันธมิตรเดิม รวมถึงการพัฒนาโครงการพลังงานลม-โซลาร์ในออสเตรเลีย และโรงไฟฟ้าข้ามพรมแดนในลาวเพื่อส่งออกไปเวียดนาม (บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้) + แนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น (3Q69F) ฟื้นตัว QoQ: คาดกำไรหลักช่วง 3Q69F ดีขึ้น QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล จากผลงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (PNPC และ NN2) ที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงผลงานของโครงการ Paiton ที่ดีขึ้น (บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) + โครงสร้างเงินทุนและยืดหยุ่นทางการเงินดีขึ้น: มีโอกาสเพิ่ม Debt Headroom ในระยะยาว หลังข้อจำกัดด้าน Covenant จากเงินกู้สกุลเยนก้อนใหญ่หมดลง ช่วยลดความกังวลความเสี่ยงเรื่องการเพิ่มทุน และการปรับลด WACC ลงเหลือ 5.0% จาก 5.3% สะท้อนต้นทุนหนี้สินที่ลดลง (บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) + ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว: ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบจากสินทรัพย์เดิมที่อ่อนแอไปส่วนใหญ่แล้ว ทำให้มีโอกาส Re-rate ขึ้นสู่ระดับมากกว่าหรือเท่ากับ 46.00 บาท/หุ้น (BVPS) หนุนจากการขยายกำลังการผลิตใหม่ (บล.เคจีไอ) + ผลตอบแทนจากเงินปันผลยังน่าสนใจ: คาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ได้ราว 4 - 5% ต่อปี (บล.เอเซียพลัส) สรุปปัจจัยลบ - การปรับลดเงินปันผลจ่าย: บริษัทปรับลดเงินปันผลระหว่างกาล (1H69) เหลือ 0.70 บาท/หุ้น จากเดิม 0.80 บาท/หุ้น ในช่วง 1H68 เนื่องจากต้องการสำรองกระแสเงินสดไว้รองรับการลงทุนในโครงการใหม่ และไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะคงเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ปี 2026 ไว้ระดับเดียวกับปีก่อน (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี) - การปรับลดประมาณการกำไร: มีการปรับลดกำไรหลักปี 2569F - 2570F ลง 10 - 20% เพื่อสะท้อนต้นทุนการเงินและภาษีที่สูงขึ้น (บล.เคจีไอ) - กำไรปกติ 3Q26F มีแนวโน้มลดลง YoY: คาดการณ์กำไรปกติลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าถ่านหิน HPC รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ NN2 และ PNPC มีปริมาณการผลิตไฟฟ้าลดลง (บล.กรุงศรี) - สัญญารอบดั้งเดิมเริ่มหมดอายุและยังต้องรอนโยบายภาครัฐ: อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งสัญญา PPA ดั้งเดิมทยอยหมดลง โดยระยะสั้นยังต้องรอความชัดเจนของนโยบายภาครัฐและแผน PDP เพื่อกำหนดทิศทางโครงการ Replacement IPP ที่ชัดเจน (บล.เอเซียพลัส) - ปัจจัยเสี่ยงภายนอกและปฏิบัติการ: ความเสี่ยงจากการปิดโรงไฟฟ้านอกแผน, ปัญหาต้นทุนบานปลาย (Cost Overruns) รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (FX) และอัตราดอกเบี้ย (บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |