บล.เมย์แบงก์ฯ เชื่อหุ้นกลุ่มรพ.กำไรดีขึ้นครึ่งปีหลัง คาดกำไรเติบโต 5%YoY รับผู้ป่วยตะวันออกกลางฟื้น-ไฮซีซั่น พร้อมเลือก BH-CHG เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ฝ่ายวิจัยฯ ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล แม้คาดกำไรกลุ่มในไตรมาส 2/69 จะยังคงอ่อนแอ แต่มองว่า ราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยนี้ไปมากแล้ว โดยราคาหุ้นของกลุ่มรับตัวขึ้นเพียง 2% ตั้งแต่ต้นปี เมื่อเทียบกับ SET Index ที่พุ่งขึ้นถึง 28% และ ปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ P/E ปี 2570 ที่ 18 เท่า (-1.5SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี) ซึ่งยังคงมุมมองเดิมจากรายงานฉบับก่อนหน้า ***เตรียมพร้อมรับครึ่งปีหลังที่ดีขึ้น โดยคาดว่ากำไรในครึ่งปีหลังจะเติบโต 5% YoY และ HoH (เมื่อเทียบกับ -3% YoY ในครึ่งปีแรก 69) โดยมีปัจจัยหนุนจาก
1.การกลับมาของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง และ อุปสงค์ที่อั้นไว้ 2.แรงกดดันจากกัมพูชาที่ลดลง เนื่องจากฐานเริ่มกลับสู่ระดับปกติ 3.การเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วง High Season นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราการเบิกจ่ายของประกันสังคม (SSO) ที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาส 4/69-ไตรมาส 1/70 น่าจะเป็นอีกปัจจัยบวกเพิ่มเติม โดย BH และ CHG ยังคงเป็นหุ้นเด่นของฝ่ายวิจัยฯ ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงขึ้น , การฟื้นตัวของตะวันออกกลางที่ล่าช้ากว่าคาด และ ความล่าช้าในการปรับอัตราจ่ายชดเชยของประกันสังคม ***คาดไตรมาส 2/69 อ่อนตัว แต่ไม่เหนือความคาดหมาย คาดกำไรหลักของกลุ่มในไตรมาส 2/69 จะอยู่ที่ 6.0 พันล้านบาท (-2% YoY , -8% QoQ) โดยการลดลง YoY เป็นผลมาจากอัตรา EBITDA margin ที่ลดลงเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนเติบโตรวดเร็วกว่ารายได้ รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลง ขณะที่การลดลง QoQ เป็นผลมาจากช่วง Low Season ของผู้ป่วยชาวไทย ด้านรายได้คาดว่าจะเติบโตเพียง 1% YoY จากทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติที่คาดโตในอัตราที่ใกล้เคียงกัน โดยผู้ป่วยไทยยังคงอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติถูกฉุด โดยกลุ่มกัมพูชาและตะวันออกกลาง แต่ได้รับการชดเชยบางส่วนจากกระแสผู้ป่วยพม่า สหรัฐฯ และ ยุโรปที่ยังแข็งแกร่ง พิจารณารายบริษัท คาดกำไร BCH (-12% YoY) และ BDMS (-2% YoY) ลดลงจากแรงกดดันด้าน Margin ส่วน BH คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากฐานรายได้อื่นที่สูงในปีก่อน แต่ยอดขาย และ Margin คาดจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ PR9 เติบโต 3% YoY หนุนหลักจากยอดขาย และ CHG โดดเด่นที่สุดด้วยการเติบโต +9% YoY จากฐานที่ต่ำ เนื่องจากมีการบันทึกกลับรายการรายได้ประกันสังคม 26 โรครื้อรังถึง 70 ล้านบาทในปีก่อน เทียบกับเพียง 20 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ***สถิติช่วงต้นเดือน ก.ค. เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ข้อมูลในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมช่วยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อครึงปีหลัง 69 ของฝ่ายวิจัย ได้แก่ 1.เคสไข้หวัดใหญ่ พุ่งขึ้นเป็น 8.8 พันรายในสัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. จากเฉลี่ย 4.0 พันรายต่อสัปดาห์ในไตรมาส 2/69 และ +15% YoY 2.นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ตัวเลขเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในเดือน ก.ค. (นับถึง 26 ก.ค.) อยู่ที่ 3.1 หมื่นคน พุ่งขึ้น 135% จากค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ในเดือนมิ.ย. และ ทรงตัวเมื่อเทียบ YoY ขณะที่ความจุเที่ยวบินของสายการบินในภูมิภาคส่วนใหญ่กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว และ บางแห่งเพิ่มขึ้นเกินระดับเดิมแล้วด้วยซ้ำ 3.โรงพยาบาลบางรายเริ่มเห็นว่ายอดขายเริ่มกลับมาเติบโต +4-5% YoY ในช่วงต้นเดือน ก.ค. หลังฐานผู้ป่วยกัมพูชากลับสู่ระดับปกติ 4.ความคืบหน้า SSO ที่มีการตั้งคณะอนุกรรมการประกันสังคมเพื่อพิจารณาปรับอัตราจ่ายชดเชยแล้ว คาดว่าจะประชุมครั้งแรกในเดือน ส.ค. 2569 และน่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 4/69 ***BH และ CHG ยังคงเป็นหุ้นเด่น BH ยังคงเป็นหุ้นเด่นขนาดใหญ่ของฝ่ายวิจัย ซึ่งได้ประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลาง ประกอบกับ การควบคุมต้นทุนที่เข้มงวด คาดว่าจะมีกำไรเติบโตเฉลี่ย(CAGR) 5% ในปี 2568-2571 (เทียบกับ 2.6% ของกลุ่ม) ส่วน CHG เป็นหุ้นเด่นขนาดเล็กได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นค่าหัวประกันสังคม โดยชอบ CHG มากกว่า BCH เนื่องจากกำไร CAGR ปี 2568-2571 คาดเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่ 5% (เทียบกับ BCH ที่ทรงตัว) หนุนจากการฟื้นตัวของรพ.จุฬารัตน์แม่สอด รวมถึงการเติบโตของรายได้ SSO ที่ดีกว่าจากฐานที่ต่ำกว่า และ การลดลงของการกลับรายการโรคเรื้อรัง หลังปรับสมมติฐานใหม่ นอกจากนี้ Valuation ของ CHG ยังถูกกว่า โดยเทรดอยู่ที่ P/E ปี 2570 ที่ 16 เท่า เทียบกับ BCH ที่ 20 เท่า 
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |