สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 14 ส.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.กรุงศรี | Buy | 18.10 บาท | | บล.ทิสโก้ | BUY | 17.80 บาท | | บล.พาย | ถือ | 16.00 บาท | | บล.เอเซียพลัส | Trading | 15.80 บาท |
ปัจจัยบวก + กำไรสุทธิ / กำไรปกติงวด 2Q69 สดใส เติบโต QoQ: คาดการณ์/รายงานกำไรสุทธิและกำไรปกติงวด 2Q69 อยู่ที่ 309 ล้านบาท (+8% QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาลที่เป็นช่วงหน้าร้อน (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้)
+ กลุ่มสินค้า Non-tea และน้ำด่างขยายตัวโดดเด่น: ยอดขายกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ชาทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จากการเพิ่มกำลังการผลิตและการขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศใหม่ๆ เช่น จีน, ไต้วัน, แคนาดา, ออสเตรเลีย รวมถึงการรับจ้างผลิต (OEM) น้ำด่างให้กับบุคคลภายนอก (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) + สิทธิประโยชน์และสิทธิประหยัดทางภาษี (Tax saving): ได้รับประโยชน์ทางภาษีภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม (CSR เพื่อรับสิทธิ BOI) ประหยัดภาษีได้ 2 เท่าของเงินบริจาค โดยมีรายได้ภาษี 7 ล้านบาทใน 2Q69 (บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) + ยอดขาย YenYen และตลาดชาเขียวในประเทศเริ่มฟื้นตัว: ยอดขาย YenYen ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ขณะที่ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มฟื้นตัวกลับมาเติบโต YoY และการควบคุมราคาขายผ่านการลดสต็อกในช่องทาง Super Hypermarket ช่วยสร้างฐานใหม่ (บล.พาย, บล.กรุงศรี) + แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและปัจจัยฤดูกาลใน 2H69: ยอดขายผ่านร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมมีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาล รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นจากสภาวะเอลนีโญ (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) + แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบ PET resin เริ่มคลี่คลาย: ราคา PET resin ในตลาดปรับตัวลดลงสู่ระดับ 1,070 US$/ton ในเดือน ก.ค. 2569 จากจุดสูงสุด 1,260 US$/ton ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์ในระยะถัดไป (บล.พาย, บล.กรุงศรี) + จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและผลตอบแทนปันผลสูง: ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.45 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield งวดครึ่งปีแรก 3.0% (ขึ้นเครื่องหมาย XD 26 ส.ค. 2569) และคาดการณ์ Yield ทั้งปีสูงถึง 6.0% - 7.4% (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) + โรงงานใหม่พาร์ทเนอร์และสินค้าใหม่หนุนเติบโต: มีปริมาณการผลิตเพียงพอจากโรงงานใหม่พาร์ทเนอร์ และการรับรู้รายได้จากสินค้าใหม่ เช่น Thai Coco, Jian Cha, Tan San Su (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) ปัจจัยลบ - กำไรปกติและกำไรสุทธิ 2Q69 ลดลง YoY: กำไรสุทธิ/กำไรปกติปรับตัวลดลง YoY (-1% ถึง -24% YoY) โดยมีผลกระทบจากฐานที่สูงใน 2Q68 ที่มีรายการพิเศษกำไรจากการขายที่ดิน 120 ล้านบาท (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) - ยอดขายรวมลดลง YoY และยอดขายต่างประเทศหดตัว: ยอดขายรวมลดลง 5% YoY อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท จากยอดขายชาเขียวในตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิมชะลอตัวตามกำลังซื้อ, ยอดขาย OEM ลดลงจากข้อจำกัดด้านกำลังผลิต และยอดขายในกัมพูชาที่หายไปจากความขัดแย้งชายแดน (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) - แรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์และอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) หดตัว: อัตรากำไรขั้นต้น 2Q69 ลดลง 0.5% (50 bps) YoY อยู่ที่ 23.5% จากต้นทุนเม็ดพลาสติก (PET Resin) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและภาวะสงคราม รวมถึงการหมดสัญญาล็อคราคาในเดือน มิ.ย. 2569 (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) สูงขึ้น: อัตราส่วน SG&A to Sale ปรับตัวสูงขึ้น 90 bps YoY สู่ระดับ 9.8% จากค่าใช้จ่ายการตลาดและค่าใช้จ่าย CSR (บล.พาย, บล.ทิสโก้) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |