BDMS ปรับเพิ่มงบลงทุนโครงการ “BDMS Siver Wellness & Residence” ย่านหลังสวน อีก 5,455 ล้านบาท จาก 23,545 ล้าน บาท เป็น 29,000 ล้านบาท หลังปรับเพิ่มพื้นที่อาคาร และต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดแล้วเสร็จในปี 2573 แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จํากัด (มหาชน) หรือ BDMS แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวาระพิเศษ ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2559 ได้มีมติอนุมัติให้ บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ จํากัด ปรับเพิ่มงบประมาณลงทุน โครงการ “BDMS Siver Wellness & Residence” อีก 5,455 ล้านบาท จาก 23,545 ล้าน บาท เป็น 29,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับเพิ่มพื้นที่อาคารของ โครงการฯ จากประมาณ 170,000 ตารางเมตร เป็นประมาณ 207,202 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพ เชิงพาณิชย์ของโครงการฯ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขยายธุรกิจด้าน wellness และป ต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสภาวะตลาด ปัจจุบันโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเปิดตัวภายใต้ชื่อ “WellEra” ภายใต้แนวคิด “THE DNA OF WORLD WELL-LIVING” ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 บริษัทและ/หรือบริษัทย่อย เข้าทําสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวบนที่ดิน พื้นที่ 13 ไร่ 60.18 ตารางวา บริเวณหัวมุมถนนสารสินและถนนหลังสวน (ตรงข้ามสวนลุมพินี) แขวงลุมพินี เขต ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จากสํานักงานพระคลังข้างที่ (เดิมชื่อสํานักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) เพื่อพัฒนาโครงการ “BDMS Siver Wellness & Residence” เป็น mixed-use development มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต โดย บูรณาการธรรมชาติและชุมชนเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน ได้แก่ Wellness Residence, Wellness Clinic, Urban Wellness Retreat และ Premium Lifestyle Mall โดยบริษัทได้จัดตั้ง บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ จํากัด ซึ่ง เป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 เพื่อดําเนินโครงการฯ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น BDMS จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ฟิลลิป, บล.โกลเบล็ก ปัจจัยบวก บริษัทมุ่งเน้นการออกแพ็กเกจบริการสุขภาพแบบคุ้มค่า (เช่น ตรวจสุขภาพ และผ่าตัด) เพื่อกระตุ้นยอดขาย รองรับปริมาณผู้ป่วย และผลักดันอัตราการครองเตียงให้สูงขึ้นเพื่อกระจายต้นทุนคงที่ นอกจากนี้ แผนการลงทุนในปีนี้ถูกรัดเข็มขัดมากขึ้น เลือกพิจารณาลงทุนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรขยายตัวได้ดีในระยะยาว แม้ฐานผู้ป่วยบางกลุ่มจะหายไป แต่ถูกชดเชยจากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติสัญชาติอื่นที่ยังเติบโตได้ดี เช่น เมียนมา (+42% YoY), สหรัฐฯ (+16% YoY) และเยอรมนี (+15% YoY) รวมถึงกลุ่มลูกค้า Wellness (สัดส่วนรายได้ 12%) ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นเดือน เม.ย.69 บริษัทยังมียอดจองคิวเพื่อเข้ามารับการรักษาของผู้ป่วยต่างชาติในระดับที่แข็งแกร่งรวมกว่า 33,000 ราย โดยหากพิจารณาเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง (Middle East) อยู่ที่ 2,000 ราย ซึ่งเริ่มมีทิศทางรายได้ที่ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง อยู่ที่ประมาณ 16,652 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 5% YoY โดยมีรายได้รวมที่ 115,419 ล้านบาท เติบโต 4% YoY ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทที่ตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโตราว 2-4% โครงสร้างสังคมผู้สูงอายุช่วยหนุนการเข้ารับการรักษาระยะยาว ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางยังมีอุปสงค์คงค้าง (Pent-up demand) ที่รอเดินทางเข้ามาทันทีหากสถานการณ์ระหว่างประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปัจจัยลบ กลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางฟื้นตัวช้าจากผลกระทบสถานการณ์ความตึงเครียดและสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อข้อจำกัดและเสถียรภาพในการเดินทาง ส่งผลให้รายได้เฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางในเดือน เม.ย.69 ปรับตัวลดลงถึง -36% YoY โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้กลุ่มนี้เหลือเพียง 4% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับปกติ ความเสี่ยงหากยอดผู้ป่วยใหม่ไม่มาตามนัดอาจกดดันกำไร ในกรณีที่ปริมาณผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้ามาใช้บริการแพ็กเกจราคาพิเศษ ไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้เฉลี่ยต่อหัว (Revenue per head) ได้ อาจส่งผลกระทบให้อัตรากำไรของบริษัทถูกกดดันต่อเนื่องในระยะสั้น เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนคงที่ ค่ายา และค่าบุคลากรอยู่ในระดับที่สูง ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น BDMS เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |