SAMART ตั้งเป้าปี 70 กำไรปีนี้แตะ 1 พันลบ. จากปีนี้ที่คาดระดับ 700 ลบ. รับอานิสงส์การเติบโตของกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเล็งเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ครึ่งปีหลังกว่า 10,000 ลบ. หนุนผลักดัน Backlog สิ้นปีนี้แตะ 20,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจผ่าน New Growth Engine หนุนสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยภายในงาน "SAMART Business Outlook 2026 พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เสริมทัพผู้บริหารรุ่นใหม่รองรับธุรกิจอนาคต" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้
ทิศทางกำไรในช่วง 2 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้ากำไรปี 70 จะแตะระดับ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ตั้งเป้าทำได้ระดับ 700 ล้านบาท หรือเติบโตตัวเลข 2 หลัก (Double-digit) จากปีก่อนที่ทำได้ 480 ล้านบาท จึงทำให้มองว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่ม SAMART ยังไปได้ดีอยู่ รวมถึงเงินปันผลบริษัทยังก็สามารถจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง "คาดปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ แม้ผลงานปีนี้ก็ถือว่าทำได้ดีแล้วเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน เพราะเราได้แก้ไขหลายๆอย่างมาได้ด้วยดี และทุกๆไตรมาสบริษัทสามารถมีกำไรและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง" นายวัฒน์ชัย กล่าว แนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลัง แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะสดใสกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากคาดว่าจะมีเปิดประมูลงานใหม่ของภาครัฐออกมาจำนวนมาก โดยบริษัทระหว่างเตรียมเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งงาน Digital ICT, ระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐาน, ระบบรักษาความปลอดภัยและโซลูชันบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับงานใหม่และเสริมความแข็งแกร่งของ Backlog ในระยะยาว โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจ SAMTEL คาดว่าจะมีมูลค่าการประมูลราว 7,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าหมายผลักดัน Backlog ณ สิ้นปี 69 ให้ทะลุ 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่กลุ่มบริษัทสามารถมี Backlog รวมประมาณ 14,889 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานการเติบโตของธุรกิจและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต เป้าหมายรายได้ - งบลงทุนปีนี้
ส่วนด้านรายได้ทั้งปีนี้ยอมรับว่าอาจทำได้เพียง 13,000 ล้านบาท หรือลดลงจากเป้าหมายที่วางไว้ช่วงต้นปีราว 14,000 ล้านบาท เนื่องจากเกิดสถานการณ์สงครามหรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งมอบบางส่วน ประกอบกับช่วงต้นปีมีการจัดเลือกตั้งส่งผลให้เปิดประมูลงานใหม่บางโครงการมีการชะลอออกไป อย่างไรก็ตามคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตได้มากพอสมควร เพราะในช่วงไตรมาส 2/69 มีการเซ็นสัญญาแล้วหลายโครงการ ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้จำนวนมาก นอกจากนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนปีนี้ไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท สำหรับใช้ในการลงทุนโครงการ Smart Meter ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และธุรกิจใหม่ๆในกลุ่ม EV แย้มเดินหน้าสยายปีกธุรกิจใหม่ๆ รองรับการเติบโตระยะยาว นอกจากการขับเคลื่อนธุรกิจหลัก กลุ่มบริษัทสามารถเดินหน้าสร้าง New Growth Engine เป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาสและแหล่งรายได้ใหม่ โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่สอดรับกับ Mega Trends และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ได้แก่ 1.การนำ AI มาต่อยอดจากโซลูชันเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการภาครัฐ 2.การพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์, ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่, ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เป็นต้น 3.ขยายฐานลูกค้าจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนและกลุ่มองค์กร โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน AI, Cybersecurity, ERP และ Cloud 4.ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เช่น Humanoid Robotics และ Automation เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ทั้งนี้เบื้องต้นบริษัทคาดว่าจะมีการเปิดตัวธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน (EV) ได้ภายในช่วงเดือน ก.ย.นี้ รวมถึงมีแผนจะเปิดตัวธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และระบบอัตโนมัติสำหรับภาคอุตสาหกรรมและงานบริการในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าอีกด้วย "ผลงานครึ่งปีแรกสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ทั้งในด้านรายได้และกำไร ขณะที่ Backlog ยังเป็นฐานสำคัญในการรับรู้รายได้ในอนาคต เราจะเดินหน้าสร้างงานใหม่ควบคู่กับการสร้าง New Growth Engine เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และในเวลาเดียวกันก็เตรียมคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนกลุ่มบริษัทสามารถเพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต" นายวัฒน์ชัย กล่าว ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |