KTB อวดกำไรไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท เพิ่ม 3.8% จากไตรมาสก่อน สินเชื่อโต 10% NPL 2.93% พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจและรุก AI นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดยการเติบโตกระจุกตัวในภาคส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center ขณะที่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศได้จำกัด ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพ ประกอบกับข้อจำกัดในการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ธนาคารจึงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง พร้อมช่วยเหลือลูกค้าผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกและสนับสนุนมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส , SMEs Credit Boost และ SMEs Secure Plus เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มสภาพคล่อง และขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ควบคู่กับสนับสนุนการลงทุนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน รายได้ค่าธรรมเนียมโต 6.2% หนุนกำไรจากธุรกิจ Wealth ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 12,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาส 2/2569 โดยสินเชื่อเติบโต 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 2.93% และรักษาอัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ในระดับสูงที่ 205.3% พร้อมบริหารต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) อย่างเหมาะสม และติดตามความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.5% จากปีก่อน ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ส่งผลให้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.44% อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 6.2% จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution ธนาคารยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 38.4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยฤดูกาล 9 เดือนกำไร 3.71 หมื่นล้าน เงินกองทุนแกร่ง สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 กรุงไทยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 37,145 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตต่อเนื่อง จากธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation ธนาคารบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio อยู่ที่ 38.8% ลดลงจาก 40.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน Credit Cost อยู่ที่ 0.98% ณ วันที่ 30 ก.ย. 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) อยู่ที่ 18.66% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (CAR) อยู่ที่ 20.70% โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารเงินกองทุนอย่างมีวินัยและยืดหยุ่น เพื่อจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ พร้อมรักษาสภาพคล่องสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด ทั้งนี้ ในปี 2569 Fitch Ratings และ Moody’s Investors Service คงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคาร พร้อมปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็น Stable จาก Negative สอดคล้องกับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ปรับโครงสร้างธุรกิจ รุก AI–Wealth เสริมประสิทธิภาพติดตามหนี้ กรุงไทยเดินหน้าปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยจัดตั้งบริษัท กรุงไทย อลิอันซ์ โฮลดิ้ง และบริษัท กรุงไทย แคปปิเทล โฮลดิ้ง เพื่อแยกการบริหารตามประเภทธุรกิจให้ชัดเจนขึ้น ทั้งด้าน Shared Service, Digital Technology and Innovation และ Wealth Creation นอกจากนี้ ยังเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท วินเพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและติดตามหนี้ (Recovery Engine) โดยการปรับโครงสร้างมุ่งเพิ่มศักยภาพการบริหารเงินทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง ธนาคารยังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น พร้อมต่อยอดบริการลงทุน PromptFund ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รองรับการซื้อขายกองทุนแบบเรียลไทม์ โดยลูกค้าสามารถรับหน่วยลงทุนและรับเงินจากการขายได้ทันที อีกด้านหนึ่ง กรุงไทยร่วมกับภาครัฐ ธนาคารโลก และพันธมิตรภาคเอกชน ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน เพื่อเชื่อมโยงโครงการ Low Carbon เข้ากับแหล่งเงินทุนและการลงทุนจริง ธนาคารยังเตรียมต่อยอดความร่วมมือจากการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ในประเด็นการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้แนวคิด 60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต . 
|
. |