ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันอังคาร (6 ต.ค.) หลังราคาน้ำมันดิบทรงตัว ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยคลายแรงกดดันต่อตลาดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนหันไปจับตาผลประกอบการไตรมาส 3 ที่จะเริ่มประกาศในสัปดาห์หน้า ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,521.04 จุด เพิ่มขึ้น 253.14 จุด (+0.49%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,818.95 จุด เพิ่มขึ้น 45.00 จุด (+0.58%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 27,599.79 จุด เพิ่มขึ้น 122.48 จุด (+0.45%) แรงซื้อที่กระจายออกไปหลายกลุ่มในตลาด ช่วยหนุนดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนดัชนีดาวโจนส์ยังอยู่ต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ประมาณ 5% หุ้น 6 จาก 7 บริษัทในกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวขึ้น ซึ่งช่วยหนุนตลาดโดยรวมเช่นกัน ขณะที่หุ้นบริษัทขนาดเล็กยังปรับตัวต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่ โอลิเวอร์ เพอร์ช รองประธานอาวุโสของ Wealthspire Advisors กล่าวว่า การที่ราคาน้ำมันทรงตัวหรือลดลงช่วยให้บอนด์ยีลด์ลดลงตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานเริ่มเบาบางลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนตลาด นี่คือสิ่งที่ตลาดให้น้ำหนักตลอดช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสลงทุนในหุ้น AI ยังคงแข็งแกร่ง โดยดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียบวก 0.34% สะท้อนทิศทางหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวขึ้น หลังข้อมูลการค้าระหว่างประเทศสะท้อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI หลังการนำเข้าสินค้าทุนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.4% ในเดือนส.ค. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13.7% ในเดือนส.ค. หลังการนำเข้าสินค้าพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการนำเข้าเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 28.4% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน ตลาดยังลดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันในการประชุมเดือนนี้ โดยล่าสุดให้น้ำหนักที่ 19.4% ลดลงจาก 50.9% เมื่อสัปดาห์ก่อน ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME นอกจากนี้ ความกังวลด้านอุปทานน้ำมันยังผ่อนคลายลง หลังกลุ่มประเทศ G7 บรรลุข้อตกลงระบายน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลจากคลังสำรอง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนท์งวดส่งมอบเดือนใกล้อยู่ในระดับที่ทรงตัว ทิม กริสกีย์ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสของ Ingalls & Snyder คาดว่า เฟดจะยังไม่ดำเนินการใด ๆ ในการประชุมครั้งหน้า แต่เชื่อว่ากำลังเข้าสู่วงจรการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบในวงกว้าง และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด นักลงทุนยังจับตาฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งจะเริ่มในสัปดาห์หน้า โดยบริษัทกลุ่มการเงินรายใหญ่จะทยอยประกาศผลประกอบการในวันอังคาร (13 ต.ค.) นักวิเคราะห์คาดว่า กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 3 โดยรวมจะเพิ่มขึ้น 30.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่า กลุ่มพลังงานจะมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 114.7% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 66.5% ตามข้อมูลของ LSEG ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น 10 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดบวก โดยกลุ่มเฮลธ์แคร์เป็นกลุ่มเดียวที่ปิดลบ ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด - หุ้น Marvell Technology พุ่งขึ้น 5.8% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ในปี 2028 จากความต้องการชิปสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่แข็งแกร่ง - หุ้น AMD เพิ่มขึ้น 2.8% หลังลิซา ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทมีแผนเพิ่มปริมาณการจัดส่งชิปเป็นจำนวนมากในปี 2027 เพื่อรองรับความต้องการชิปให้ทันต่อการพัฒนา AI - หุ้น Constellation Energy พุ่งขึ้น 12.3% หลัง Alphabet ทำข้อตกลงซื้อไฟฟ้ากำลังการผลิตไฟฟ้า 3,590 เมกะวัตต์จากบริษัท - หุ้น Option Care Health ผู้ให้บริการบำบัดรักษาด้วยการให้ยาทางหลอดเลือด ทะยาน 32.7% หลัง McKesson และบริษัทไพรเวทอิควิตี้ Clayton Dubilier & Rice ตกลงเข้าซื้อกิจการ โดยมูลค่าดีลอยู่ที่ประมาณ 5,800 ล้านดอลลาร์ รวมหนี้ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 16,500 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,510 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.93 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 258 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 219 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,394 ตัว และหุ้นลบ 2,378 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบ ในสัดส่วน 1.01 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 23 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 2 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 61 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 182 ตัว ที่มา Reuters |