Light Mode
Dark Mode
เลือกวิธีการเข้าใช้งานที่ต้องการ
ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ? สร้างบัญชีฟรี
เลือกวิธีการสมัครสมาชิกที่คุณต้องการ
มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ? ลงชื่อเข้าใช้งาน
Ref:
ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?กด ส่งรหัสใหม่ ได้ใน นาที
เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณเรียบร้อยแล้ว
กรุณากรอกอีเมล
ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?กด ส่งรหัสใหม่ ได้ใน
เราได้ดำเนินการตั้งรหัสผ่านใหม่ของคุณเรียบร้อยแล้ว
โปรดเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อความปลอดภัยของท่าน
Share
ยอมแม่ไม่ได้เลยก็คือ JFIN โทเคนสัญชาติไทยลูก JMART จากทรงๆ อยู่ 11-12 บ.เดือน ต.ค.พอทะลุ 14 บ.ขึ้นมาได้ต้น พ.ย.ก็วิ่งทำ ATH 38.38 บ.เมื่อวันที่ 15 พ.ย. +174% ในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ วันนี้เราจึงถือโอกาสรวบรวมปัจจัย ที่พอจะเป็นเหตุเป็นผล ของการ เคลื่อนไหวของราคาที่ค่อนข้างรุนแรงในช่วงนี้ได้ พบว่ามีอยู่ด้วยกันหลายประเด็น และที่สำคัญน่าจะเป็น Big Move ของ JFIN ที่เราต้องจับตา เดี๋ยวจะพาไล่ไปทีละข้อ ใครยังไม่เคยรู้จักหรือรู้จักแล้วอยากอัปเดต ตามมาเลยค่ะ 1.#เกิดโดย JVC และเกิดก่อน กม.สินทรัพย์ดิจิทัล
หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าจริงๆ แล้ว JFIN คือโทเคนตัวแรกของไทยนะ เกิดก่อนที่จะมีกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลซะอีก สมัยนั้นตอนปี 2561 ไอซีโอกำลังบูม JMART นี่เป็นบริษัทในตลาดหุ้นผู้มาก่อนกาลเลยที่นำบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์ ด้วยการระดมทุนแบบไอซีโอ (ตอนนั้น ICO Portal ก็ยังไม่มี)
โดย JVC ออกเสนอขาย JFIN Coin ซึ่งขณะนั้นระดมทุน 100 ล้านโทเคน ราคาโทเคนละ 6.60 บาท รวม 660 ล้านบาท ทำผ่าน บริษัทเจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC)
ไม่ใช่เพียงกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยังไม่เกิดเท่านั้นนะ แต่การออกเสนอขายของ JFIN ในขณะนั้นโคตรท้าทาย เพราะคนทั่วไปยังไม่ค่อยยอมรับคริปโทหากเทียบกับปัจจุบันที่เริ่มยอมรับกันมากขึ้น แถมยังเป็นการออกเสนอขายคล้อยหลังเพียง 2 วันหลังจากที่แบงก์ชาติได้ประกาศข่าวว่า “ขอความร่วมมือสถาบันการเงิน ไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซี”...สุดจริงๆ
2.#JMART เป็นบจ.ไทยรายแรก ที่กล้าลุยคริปโท JMART เป็นรายแรกของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ที่กล้าเสี่ยงกระโดดเข้ามาในพื้นที่ของคริปโทเคอร์เรนซี ผ่าน บริษัทเจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) ซึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนนั้น ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องราวที่ใหม่มาก ยุคนั้นคนจะเทรดคริปโท (ทั่วไป) ก็ไม่กล้าออกตัวแรง เพราะไม่แน่ใจว่ามันถูกกฎหมายหรือไม่ สื่อเองก็พยายามจะเข้าใจในสิ่งที่ JAMRT กำลังทำ ตอนนั้น JFIN ก็เลยชิงพื้นที่สื่อทั้งหนังสือพิมพ์และออนไลน์อยู่พักใหญ่เลย แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่ทำจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะหลังเข้าเทรดราคาโทเคนสะบักสะบอม ดิ่งต่ำกว่าราคาไอซีโอทันที ถ้าหุ้นก็ต้องบอกว่า “หุ้นต่ำจอง” แถมยังใช้เวลาอีกนานมากกก กว่าที่ราคาจะกลับมายืนเหนือ 6.60 บาทได้ หลายคนก็โบกมือลาไประหว่างทางแบบเจ็บปวด แต่ “JFIN Coin” ภายใต้การบริหารของ “ทาโร่” ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ซีอีโอ บ.เจ เวนเจอร์ส ยังต้องสู้ต่อไปให้ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป ส่วนหนึ่งอาจจะด้วยด้วยความที่เป็นลูก JMART ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหุ้น"มันค้ำคอ" นักลงทุนต้องเจอ ต้องซักถามในทุกๆ ไตรมาส ในทางกลับกันถ้าแม่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น ก็ไม่แน่ว่า JFIN อาจจะค่อยๆ เงียบหายไปตามสายลมไปแล้วก็เป็นได้ 3.#JFIN เคยร่วงหนักสุด ราคาต่ำบาทเลยทีเดียว หลายคนมาเห็นราคาในช่วง 1 สัปดาห์นี้พุ่งขึ้นมารวดเดียว 30 กว่าบาทก็แลดูจะชื่นมื่น บางคนบอกมันสุดยอดมาก “ฉันหลุดดอยแล้ว” จริงๆ แล้ว JFIN นี่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะละ ย้อนไปเมื่อต้นปี 2562 ราคา JFIN ร่วงตุ๊บ! ซื้อขายโทเคนละแค่ 0.78-0.80 บาท คุณพระ! ไข่ไก่ยังแพงกว่า นี่คือเรื่องจริง สาเหตุก็เพราะคนตกใจข่าวที่ "คอยน์ แอสเซท" ซึ่งเป็นเว็บเทรดที่ JFIN ซื้อขายอยู่ในขณะนั้น มีคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ของ ก.ล.ต.ทำให้ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ นักลงทุนจึงแตกตื่นเพราะกังวลว่า JFIN จะไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ก็แห่เทขายเหรียญ (ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ต้องขาย เพียงแค่ถือไว้แล้วรอโอนออกไปกระดานอื่น ก็เทรดได้ปกติแล้ว) 4.#จับตาแผนลิสต์ Exchange ต่างประเทศ ปัจจุบัน JFIN เปิดให้นักลงทุนซื้อขายกันได้ใน 2 ตลาด คือ Satang Pro และ Bitkub โดยตอนแรกที่ "คอยน์ แอสเซท" ปิดตัวลง JFIN ก็ย้ายมาลิสต์ที่กระดานของ Satang Pro ก่อน และต่อมาก็เป็น Bitkub ประเด็นที่เราต้องจับตาจากนี้คือ การไปลิสต์ในกระดานเทรดต่างประเทศ โดยล่าสุดในรายการ “Shrimp Talk” เมื่อต้นเดือน พ.ค.64 คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล CTO ของเจเวนเจอร์สบอกว่า ปีนี้เตรียมจะนำโทเคน JFIN ไปเทรดในกระดานต่างประเทศด้วย จากปัจจุบันเทรดอยู่ที่ Bitkub และ Satang ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริงในปีนี้ ขณะนี้กำลังดำเนินการในเรื่องดังกล่าว JVC มองว่าหาก JFIN ไปเทรดในต่างประเทศ จะทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ที่สำคัญการลิสต์ในเว็บเทรดต่างประเทศ จะช่วยส่งเสริมการตลาดให้กับโปรเจกต์ DeFi ด้วย เพราะโดยธรรมชาติของ DeFi เป็น Global Product ประกอบกับเป็นปีที่ JFIN มีความพร้อมด้านโพรดักส์ DeFi แล้ว หลายคนอาจไม่ทราบว่ากลุ่ม JMART มีโปรเจกต์ DeFi ด้วยนะ ชื่อ ‘JREPO’ เป็นแพลตฟอร์มให้บริการฝาก/กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกในประเทศไทย ถือเป็นประเภทหนึ่งของผลิตภัณฑ์ DeFi ที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด เมื่อเทียบกับ DeFi ประเภทอื่นๆ (ล่าสุดเพิ่งอัปเดตเป็น JREPO เวอร์ชัน 2.0) 5.#เกาะติดโปรเจกต์ ‘JNFT Marketplace’ อีกโปรเจกต์ที่ต้องจับตาคือ “JNFT Marketplace” ซึ่งจะเป็นตลาดที่เปิดให้ซื้อ ขาย ประมูล ผลงานศิลปะที่เป็นดิจิทัลบนระบบบล็อกเชนผ่านการยืนยันสิทธิ์แทนการเป็นเจ้าของ ด้วยเหรียญที่ไม่สามารถแทนค่าหรือทำซ้ำได้ (Non-Fungible Token:NFT) รองรับงานศิลปะที่เป็นไฟล์ดิจิทัล ตลาดนี้ยังต้องรอขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.ก่อน คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงร่างกฎเกณฑ์ นี่จึงเป็นอีกสตอรี่ที่เราต้องติดตาม โดยค่าฟีที่ได้การให้บริการตลาด NFT ทางเจเวนเจอร์ส จะนำไปซื้อ JFIN กลับ เพื่อลดซัพพลายที่หมุนเวียนในระบบ 6.#เกาะติดการเติบโตของบล็อกเชนที่ชื่อ ‘xCHAIN’ xCHAIN คืออะไร? คือแพลตฟอร์มบล็อกเชนของคนไทย ที่พัฒนาขึ้นโดยกลุ่ม Thailand Blockchain Working Group (TBWG) ซึ่งกลุ่มนี้เป็นการรวมตัวของพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนชั้นนำของไทย 4 รายได้แก่ 1.บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด 2. I AM Consulting 3. Dome Cloud และ 4.Satang Corporation โดย xCHAIN จะรองรับการสร้างแอปพลิเคชันแบบไร้ศูนย์กลาง (DApps)ต่างๆ รวมถึงการสร้างโทเคน xCHAIN จะใช้ 'xTH'ซึ่งเป็น Native Token ในการจ่ายค่าแก๊ส และเรายังสามารถเปลี่ยนโทเคน JFIN เป็น 'xTH' เพื่อใช้จ่ายค่าแก๊สได้ด้วย นั่นหมายความว่าถ้ามีคนมาสร้างแอปบน xCHAIN มากขึ้น ก็จะทำให้มีการใช้งาน JFIN เพิ่มขึ้นด้วย ตัวอย่างภาคธุรกิจที่เข้ามาใช้งาน xCHAIN แล้ว เช่น Stock2morrow กำลังจะออกโทเคนของตัวเอง 'S2M Token' และบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) กำลังจะออกสเตเบิลคอยน์และโทเคนเพื่อการกำกับดูแล รวมถึงโครงการ NFT แก้จน 7.#เกาะติดข่าวเรื่องความร่วมมือกับ BTS คาดต้นปี65 อันนี้เด็ดเลย!! น่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดแล้วล่ะ การข่าวก็แจ้งต่อสาธารณะไปแล้ว แต่บางทีเราลืม ก็ถือว่ามาย้ำเตือนกันนะ เพราะว่าเวลามีข่าวอะไรที่ประกาศไปแล้ว เราก็ต้องมาติดตามความคืบหน้ากันต่อว่าจะเป็นไปตามแผนมั๊ย ซึ่ง BTS มีแผนจะนำ JFIN Coin มาใช้ในเครือเริ่มไตรมาสแรกปี 2565 นี่ก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ต้นปีหน้าเราต้องคอยตามข่าว และนี่ก็อาจจะเป็นอีกสตอรี่ ที่น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการคาดการณ์อนาคตของ JFIN ว่าจะทำให้มีกรณีการใช้งานเกิดขึ้นในวงกว้าง จากเดิมที่ทดลองใช้กันแค่เฉพาะในเครือ JMART เท่านั้น และเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่ใช่แค่ BTS ไหนๆ ก็จะขยายการใช้งานนอกวง JMART แล้วก็ต้องไปให้สุดละไปหยุดที่ดวงจันทร์!!! นี่ก็คือสรุปเรื่องราวทั้งหมดของ JFIN Coin โทเคนในตำนานกับ 4 ปี ที่ใครหลายรอคอย ซึ่งในที่สุด JFIN ก็รอดมาได้นับจากยุครุ่งเรืองสุดขีดของ ICO ในปี 2561 กระทั่งฟองสบู่ ICO ได้แตกลงในปีถัดมา...
อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณราคาพุ่งรอบนี้ JFIN จะฟินต่อได้อีกแค่ไหน? อนาคตจะรุ่ง? หรือจริงๆ แค่ลากขึ้นมาล่อกุ้งฝอย? ก็ฝากพวกเราลองนำข้อมูลนี้ไปต่อยอดการวิเคราะห์กันก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ นะคะ #DYOR #อย่าดมกาวเพลิน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
เราใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี และพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ ตรงกับความต้องการของคุณมากยิ่งขึ้น คุณสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้