สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 31 ก.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 25.00 บาท | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | ซื้อ | 21.50 บาท | บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 21.40 บาท | บล.ฟินันเซีย ไซรัส | ซื้อ | 21.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเก็งกำไร | 20.90 บาท | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ซื้อ | 20.50 บาท | บล.เอเซีย พลัส | ซื้อ | 20.30 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 20.20 บาท | บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) | ซื้อ | 20.10 บาท | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 20.00 บาท | บล.พาย | ซื้อ | 19.90 บาท | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 19.10 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 19.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + + ผลประกอบการ 2Q69 ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ : โดยรายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 844 ล้านบาท (+21% YoY, -3% QoQ) และมีกำไรปกติอยู่ที่ 725 - 856 ล้านบาท (+2% ถึง +20% YoY) หนุนจากการได้รับเงินคืนภาษีทุ่มตลาด/นำเข้าสหรัฐฯ เข้ามา 130 - 131 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรหลักงวด 1H69 อยู่ที่ 1,700 - 1,715 ล้านบาท (+22% ถึง +25% YoY) คิดเป็นประมาณ 49% - 52% ของประมาณการทั้งปี (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์) + ผู้บริหารปรับเพิ่มเป้ารายได้ปี 2569 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ : ในรูปเงินบาทปรับเพิ่มเป็น 14 - 17% (จากเดิม 8 - 11%) และในรูปสกุลเงิน USD ปรับเพิ่มเป็น 17 - 20% (จากเดิม 9 - 12%) สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ยูโอบี เคย์เฮียน, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + แนวโน้มผลงานช่วง 2H69 คาดเติบโตแข็งแกร่งกว่า 1H69 : หนุนด้วยปัจจัยทางฤดูกาล (High Season ใน 4Q69) การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) การขยายฐานลูกค้าใหม่ และผลบวกจากการทยอยปรับราคาขายสินค้าตั้งแต่นายกรกฎาคม / 3Q69 เพื่อส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.ลิเบอเรเตอร์) + กลุ่มสินค้าขนมสัตว์เลี้ยง (Pet Treats) และสินค้าพรีเมียมขยายตัวโดดเด่น : ยอดขายกลุ่ม Pet Treats พุ่งสูงขึ้น 62.3% YoY โดยคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้แตะ 19.2% - 20% ภายในสิ้นปี ขณะที่สัดส่วนสินค้าพรีเมียมปรับเพิ่มเป็น 52.4% ช่วยหนุนอัตรากำไร (บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์) + มี Upside จากแผนการร่วมทุนและการทำ M&A : ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศจีน 1 ราย (คาดชัดเจนใน 2H69) และกำลังเริ่มศึกษาข้อมูลเชิงลึก M&A ในสหรัฐฯ อีก 1 ราย ซึ่งจะช่วยขยายฐานการผลิตและลดผลกระทบภาษี US Tariff (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ฟินันเซีย ไซรัส) + จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 1H69 สูงถึง 0.55 บาท/หุ้น : คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผล (Payout Ratio) สูงถึง 96% - 96.2% และให้ Dividend Yield งวดครึ่งปีประมาณ 3.0% - 3.2% ( Yield รวมทั้งปีประมาณ 4.7% - 6.4%) โดยกำหนดขึ้น XD วันที่ 11 ส.ค. 2569 (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์) + มาตรการปรับโครงสร้างองค์กร (โครงการ Tailwind) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ : ช่วยลดและชดเชยต้นทุน โดยคาดว่าจะสิ้นสุดภายในเดือนเมษายน 2570 และจะช่วยเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.ทรีนีตี้) + สถานะทางการเงินแข็งแกร่งและระดับการประเมินมูลค่า (Valuation) น่าสนใจ : ปัจจุบันบริษัทมีสถานะเป็นเงินสดสุทธิ (Net Cash) และซื้อขายบน PER ปี 2569 เพียง 15 - 18 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับ Laggard เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์) สรุปปัจจัยลบ -
- กำไรปกติในไตรมาส 2/69 ชะลอตัวลง QoQ : โดยกำไรปกติที่ไม่รวมรายการพิเศษอยู่ที่ 725 ล้านบาท (-16% QoQ) เป็นไปตามปัจจัยทางฤดูกาล และการเลื่อนส่งมอบสินค้าจากปัญหาในภาคการขนส่ง (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์) - อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปกติถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น : มาร์จิ้นปกติอยู่ที่ 24.0% - 24.3% ปรับตัวลดลงทั้ง YoY และ QoQ จากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบ (เช่น ปลาทูน่า) บรรจุภัณฑ์ และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับราคาขายสู้กับต้นทุนทำได้ช้ากว่า (บล.บัวหลวง, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ปรับตัวสูงขึ้น : จากการปรับเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งสินค้าตามราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ ผลกระทบความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาเพื่อขยายธุรกิจ (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ตลาดเอเชียเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง : ส่งผลให้ยอดขายในตลาดเอเชียในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 1,279 ล้านบาท ลดลง -1% YoY และ -3% QoQ (บล.ลิเบอเรเตอร์) - ความเสี่ยงภายนอกที่ยังต้องติดตาม : ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน, ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกระทบการบริโภค, การปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ (US Tariff) ตามมาตรา 301 เป็น 12.5% และต้นทุนการลงทุนใหม่ๆ นอกแผน (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |