BAFS กางแผนปี 2570 ตั้งเป้าปริมาณเติมน้ำมันเติบโต 4% เร่งเครื่อง 2 โครงการใหญ่ "ท่อส่งน้ำมัน Link Line" และ "โรงไฟฟ้าขยะสุราษฎร์ฯ" มั่นใจหนุนรายได้ และ กำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมกางมาตรการลดต้นทุน-ดึงเทคโนโลยีเสริมทัพ ขณะที่ธุรกิจท่อส่งน้ำมันภาคเหนือฟื้นตัวแกร่ง จ่อพลิกมีกำไรจากการดำเนินงานในปีหน้า นายจักรสนิท กฤษสอาดใจ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบัญชีและการเงินกลุ่มบริษัท บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ปี 2570 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายปริมาณการเติมน้ำมันเติบโตประมาณ 4% จากปีนี้ที่คาดจะทรงตัว จากปี 68 ที่ 5,300 - 5,400 ล้านลิตร โดยมาจากปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 2 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการเชื่อมต่อท่อส่งน้ำมัน (Link Line) โดยความคืบหน้าปัจจุบันอยู่ที่ 95% อยู่ระหว่างขั้นตอน Commissioning เหลือเพียงงานเชื่อมท่อเข้ากับถังเก็บน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วภายในปีนี้ 2.โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน จ.สุราษฎร์ธานี กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์(MW) ที่เป็นการร่วมทุนกับ บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP ซึ่งคาดจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปีนี้ แม้จะล่าช้าจากปัญหาฝนตกชุก แต่กำลังเร่งดำเนินการเร่งด่วน สำหรับการเติบโตของกำไร คาดการเปิดใช้ท่อเชื่อมต่อจะผลักดันให้รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลตรงสู่กำไรสุทธิ และ ทำให้อัตรากำไร EBITDA Margin ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของกำไรจะสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ในปี 2570 "กำไรปีหน้าจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะยังไม่ถึงระดับสูงสุดเดิม หรือ High Record ก่อนโควิด หรือ ปี 2019 ที่เคยทำไว้เกือบ 1,000 ล้านบาท"นายจักรสนิท กล่าว . 
|
. ส่วนปี 2569 ปริมาณการเติมน้ำมันสะดุดเล็กน้อย จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ปริมาณรวมยังต่ำกว่าเป้าหมาย แต่บริษัทยังสามารถรักษาปริมาณในระดับประคองตัวได้ สำหรับภาพรวมรายสนามบิน แบ่งเป็น สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบินประเภท Full Service ยังคงมีปริมาณการเติมน้ำมันปกติและ สนามบินดอนเมือง โดยเฉพาะสายการบินราคาประหยัด (Low-cost) เผชิญภาวะอ่อนแรง เนื่องจากมีการปรับลดเที่ยวบินมากกว่าปกติ ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากการไม่ได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้ล่วงหน้า โดยสัดส่วนปริมาณเติมน้ำมันของ Low-cost ที่ดอนเมืองคิดเป็นเพียงประมาณ 20% ของพอร์ตทั้งหมด ซึ่งการตัดเที่ยวบินลง 30% จึงกระทบภาพรวมพอร์ตไม่มากนัก "ไตรมาส 3 เป็นโลว์ซีซั่นของธุรกิจ แต่หากมองไปไตรมาส 4 เราเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยปริมาณเริ่มส่งสัญญาณเด้งกลับมาตั้งแต่ต้นเดือน และ ได้ปัจจัยหนุนชัดเจนจากนักท่องเที่ยวจีนในช่วงสัปดาห์ Golden Week ส่งผลให้ภาพรวมปีนี้ผลประกอบการยังคงเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการ และ การควบคุมต้นทุนเป็นหลัก"นายจักรสนิท กล่าว นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีมาตรการลดต้นทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้ (Cost Reduction & Tech) ผ่านโครงการหลัก เช่น 1.ระบบเทคโนโลยีและการปฏิบัติการ ระบบ Iris(ระบบบริหารการเติมน้ำมันใหม่) เปิดใช้งานแล้วที่สนามบินสุวรรณภูมิ และ กำลังจะขยายไปยังสนามบินดอนเมืองในช่วงปลายปีนี้ โดยช่วยลดต้นทุนลงได้ราว 20% ระบบบริหารคลังน้ำมัน อยู่ระหว่างเตรียม Go-live ในช่วงปลายปีนี้ โดยคาดว่า จะช่วยลดต้นทุนเพิ่มได้อีก 10% - 20% 2.การบริหารจัดการภายใน ด้านบัญชีและการเงิน ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี ด้าน HR และ การจัดซื้อ เป็นส่วนที่ขยายผลเพิ่มเติมในปัจจุบัน โดยบริษัทย่อยอย่าง ไทยเชื้อเพลิงการบิน (TARCO) ได้เริ่มใช้งานไปแล้วในช่วงกลางปีที่ผ่านมา 3.พลังงานหมุนเวียนและการลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค Solar Rooftop ติดตั้งและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) เรียบร้อยแล้วที่สนามบินสุวรรณภูมิและคลังน้ำมันลำปาง ที่มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 700 kW ซึ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ถึง 30% และ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค (Utility) ลดลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจท่อส่งน้ำมันภาคเหนือ พบว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันในภาพรวมฟื้นตัวกลับมาแล้วราว 80% - 90% ของระดับปกติ โดยโครงการท่อส่งน้ำมันภาคเหนือ (FPT/BBT) ที่เคยขาดทุนประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี จะพลิกกลับมามีกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ในปีหน้า จากการใส่เงินลงทุนเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อยในการเชื่อมท่อ ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเงินลงทุนเดิม . 
|
. |