สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 11 ส.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 6.1 | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 6.05 | | บล.บัวหลวง | ถือ | 5.5 | | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 5.4 | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 4.9 | | บล.เคจีไอ | อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการและราคาเป้าหมาย | - |
สรุปปัจจัยบวก + แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง (2H69) คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากการโอนที่ดินที่มากขึ้น และแผนการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT (WHART และ WHAIR) มูลค่ารวม 3.7 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4/69 (บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) + มียอดขายรอโอน (Backlog) แข็งแกร่ง ณ สิ้น 2Q69 อยู่ที่ 1.464 พันไร่ (มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท) พร้อมยอด LOI/MOU รอลงนามอีก 217 ไร่ และอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ากลุ่ม Data Center, ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ (บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) + ธุรกิจที่ไม่ใช่ขายที่ดิน (Non-IE) เติบโตได้ดี รายได้จากธุรกิจเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมฟื้นตัวเด่นอยู่ที่ 414 ล้านบาท (เทียบกับขาดทุน 139 ล้านบาท ใน 1Q69) โดยได้แรงหนุนจากโรงไฟฟ้า Gheco-One ที่กลับมาเดินเครื่องได้เต็มไตรมาส (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) + ผลกระทบจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของนิคม WHA-IER ที่ต่ำ คาดว่าจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและจะไม่เกิดขึ้นอีกตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) + ราคาหุ้นปรับตัวลงราว 10% สะท้อนปัจจัยลบงบ 2Q69 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว ทำให้ราคาปัจจุบันเปิด Upside กว้างขึ้น (บล.เอเซียพลัส) สรุปปัจจัยลบ - ผลประกอบการกำไรสุทธิ 2Q69 อ่อนแอและต่ำกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดราว 13.6% - 28.7% โดยมีกำไรสุทธิ 659 ล้านบาท (ลดลง 32.7% - 33% YoY และ 56.3% QoQ) ส่งผลให้กำไร 1H69 อยู่ที่ 2,167 - 2,200 ล้านบาท (ลดลง 29.1% - 30% YoY) (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) - ธุรกิจขายและโอนที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมชะลอตัว ยอดโอนที่ดิน 2Q69 ทำได้เพียง 208 ไร่ (ลดลง 30% YoY และ QoQ) และยอดโอน 1H69 อยู่ที่ 504 - 505 ไร่ (คิดเป็นเพียง 25% ของเป้าหมายทั้งปี) (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) - อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของธุรกิจนิคมปรับลดลงมากเหลือประมาณ 28.3% - 28.6% (จาก 38.5% ใน 1Q69 และ 47.6% - 48% ใน 2Q68) เนื่องจากสัดส่วนการโอนที่ดินส่วนใหญ่มาจากนิคม WHA-IER ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำ (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) - ยอดขายที่ดิน (Presales) 1H69 อยู่ที่ 1,199 ไร่ คิดเป็นเพียง 48% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 2,500 ไร่ ทำให้มีความเสี่ยง Downside 8-10% ต่อประมาณการทั้งปี (บล.บัวหลวง) - ลูกค้าต่างชาติยังชะลอการลงทุนเพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า และกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นของการลงทุน ODI จากจีน รวมถึงภาครัฐเตรียมบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นกับการลงทุน Data Center (บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงจาก GDP ชะลอตัว, ต้นทุนค่าสาธารณูปโภคและค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น, ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย/อัตราแลกเปลี่ยน และความล่าช้าในการโอนที่ดินหรือเซ็นสัญญาดีลใหญ่ (บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |