IMF ปรับมาตรฐานบัญชีดุลการชำระเงินครั้งใหญ่! เป็นครั้งแรกที่รวมแนวทางการจัดทำข้อมูล “สินทรัพย์ดิจิทัล” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับ 160 ประเทศสมาชิก เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประกาศเปิดตัว คู่มือบัญชีดุลการชำระเงินและสถานะการลงทุนระหว่างประเทศฉบับบูรณาการ ฉบับที่ 7 (BPM7) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลฉบับล่าสุดสำหรับการจัดทำสถิติภาคต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งดุลการชำระเงินและสถานะการลงทุนระหว่างประเทศ BPM7 ได้รับการปรับปรุงเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเศรษฐกิจโลก ถือเป็นครั้งแรกที่ IMF ได้เพิ่มแนวทางการจัดประเภทและบันทึกข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับ "สินทรัพย์ดิจิทัล" ***การจัดประเภท Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี IMF ได้จัดประเภทคริปโทเคอร์เรนซีออกเป็น 3 กลุ่มหลักในคู่มือดุลการชำระเงินฉบับที่ 7 ดังนี้ Bitcoin และคริปโทฯ ที่ไม่มีภาระผูกพันรองรับ
ถูกจัดให้เป็น "สินทรัพย์ที่ไม่ใช่การผลิตและไม่ใช่การเงิน" (non-produced nonfinancial assets) อยู่ในประเภทเดียวกับทรัพย์สินทางปัญญา ถูกบันทึกไว้ในหมวดเฉพาะของ บัญชีทุน (capital account)
คริปโทที่มีแพลตฟอร์มหรือโปรโตคอล เช่น Ethereum, Solana
ถูกจัดให้เป็น "สินทรัพย์คล้ายหุ้น" การถือครองจะคล้ายกับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หากผู้ถืออยู่คนละประเทศกับผู้พัฒนา จะบันทึกเหมือนการถือหุ้นต่างประเทศในบัญชีการเงิน
สเตเบิลคอยน์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน เช่น USDT, USDC
ถูกจัดให้เป็น "เครื่องมือทางการเงิน" (financial instruments) การถือครองจะถูกบันทึกตามลักษณะของสินทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ถ้า USDT ค้ำประกันด้วยดอลลาร์ ก็จะบันทึกคล้ายกับการถือเงินฝากสกุลดอลลาร์
การบันทึกธุรกรรม Bitcoin ในบัญชีประเทศ จากการที่ IMF ระบุว่า Bitcoin จัดเป็น "สินทรัพย์ที่ไม่ใช่ทางการเงินและไม่ได้ผลิตขึ้น" (non-produced nonfinancial asset) ทำให้การทำธุรกรรมข้ามประเทศ เช่น การซื้อ Bitcoin จากต่างประเทศ จะต้องถูกบันทึกไว้ใน “บัญชีทุน” ไม่ใช่ในหมวดของบัญชีเงินตราหรือบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต ยกตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนญี่ปุ่นซื้อ Bitcoin มูลค่า 50 ล้านเยนจากผู้ขายในสหรัฐฯ จะต้องบันทึกธุรกรรมนี้ว่าเป็นการได้มาซึ่ง "สินทรัพย์ทุน" จากต่างประเทศ ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนเงินตราเหมือนการซื้อดอลลาร์สหรัฐ การเปลี่ยนแนวทางในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่า IMF ต้องการแยกบทบาทของคริปโทเคอร์เรนซีออกจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน และกำหนดกรอบการทำบัญชีเศรษฐกิจให้ครอบคลุมความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตในระบบเศรษฐกิจโลก Staking และ การขุด ถูกมองว่าเป็น “บริการ” IMF ยังได้กำหนดแนวทางในการบันทึกรายได้จากกิจกรรมคริปโทต่างๆ ที่นอกเหนือจากการซื้อขายสินทรัพย์โดยตรง โดยมีการระบุชัดเจนเกี่ยวกับกิจกรรมการ staking และการขุด (mining) ในคู่มือดุลการชำระเงินฉบับใหม่ สำหรับการ staking หรือการนำคริปโทเคอร์เรนซีไปวางเป็นหลักประกันเพื่อรับผลตอบแทน IMF กำหนดให้บันทึกผลตอบแทนที่ได้รับในลักษณะเดียวกับ “เงินปันผล” จากการลงทุนในหุ้น โดยรายได้ในส่วนนี้จะถูกบันทึกไว้ในบัญชีรายได้ แทนที่จะบันทึกเป็นกำไรจากการซื้อขายสินทรัพย์ ทั้งนี้ จะพิจารณาเป็นรายกรณีตามวัตถุประสงค์ในการถือครองและมูลค่าการลงทุน เช่น หากเป็นการถือเพื่อลงทุนระยะยาวและมีรายได้ประจำจากการ staking ก็จะเข้าเกณฑ์ดังกล่าว สำหรับ กิจกรรมการขุด ซึ่งเป็นการใช้พลังคอมพิวเตอร์เพื่อยืนยันธุรกรรมในเครือข่าย เช่น Bitcoin mining นั้น IMF ระบุว่าเป็น “กิจกรรมการผลิตบริการ” โดยเฉพาะในลักษณะของ บริการคอมพิวเตอร์ (computer services) ที่มีผลต่อดุลการค้าบริการระหว่างประเทศ หากผู้ให้บริการขุดเหรียญอยู่คนละประเทศกับผู้ใช้บริการ (เช่น ผู้รับเหรียญหรือเครือข่าย) รายได้นี้จะถูกบันทึกว่าเป็นการ “ส่งออกบริการ” หรือ “นำเข้าบริการ” ในบัญชีเดินสะพัดระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การที่ IMF ไม่ได้จัดให้ Bitcoin เป็นสกุลเงิน แต่เป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง ก็สอดคล้องกับมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศที่มองว่า Bitcoin ยังไม่เข้าข่ายเป็นเงินตราที่สมบูรณ์ ***ยกระดับ “คริปโทฯ” สู่ระบบสถิติมาตรฐานของโลก คู่มือ BPM7 ฉบับใหม่นี้ได้รับการจัดทำขึ้นผ่านกระบวนการปรึกษาหารือในระดับนานาชาติ โดยมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมมากกว่า 160 ประเทศ และคาดว่าจะกลายเป็นแนวทางสำคัญในการจัดทำสถิติทางการสำหรับภาครัฐไปอีกหลายปีข้างหน้า แม้แนวทางการดำเนินการจะขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ แต่ความเคลื่อนไหวของ IMF ครั้งนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญในการยอมรับ “สินทรัพย์ดิจิทัล” ในฐานะองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจมหภาคที่สามารถเปรียบเทียบได้ในระดับโลก ที่มา : cryptoslate cryptopolitan IMF |